เมื่อมังกรปรับจูนสู่โรงงานของโลกยุคใหม่ (ตอน 5) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

Share on Line Share on Facebook Share on X
เมื่อมังกรปรับจูนสู่โรงงานของโลกยุคใหม่ (ตอน 5)  โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

สรุปข่าว

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมแบตเตอรียังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก อาทิ การให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคยุคใหม่ และข้อจำกัดของแบตเตอรีที่มีประสิทธิภาพแปรผันตามสภาพอากาศและอุณหภูมิ 

ยิ่งเมื่อเราพิจารณาถึงความใหญ่โตของตลาด EVs จีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แบตเตอรีจะเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต จึงจำเป็นที่จีนต้องมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่มีขีดความสามารถสูงในการแข่งขันระหว่างประเทศ 

ในส่วนนี้ จีนนับว่ามีความได้เปรียบเหนือชาติอื่นอยู่มาก ตั้งแต่การมีแร่ธาตุทางธรรมชาติที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการเป็นโรงงานของโลกที่มีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการจำนวนมากได้ ยกเว้นเซมิคอนดักเตอร์


ปัจจุบัน จีนมีผู้ผลิตแบตเตอรีและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ราว 80% ของความต้องการแบตเตอรีและมอเตอร์ไฟฟ้าโดยรวมภายในประเทศ และยังพยายามขยับไปสู่ตลาดไฮเอนด์ที่มีระดับการพึ่งพาตนเองที่น้อยกว่า ทั้งนี้ รายที่ใหญ่สุดก็ได้แก่ CATL ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 หรืออายุเพียง 10 ปีเศษเท่านั้นเอง


ภายหลังการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง CATL ได้กลายเป็นผู้นำในการผลิตแบตเตอรีลิเธียม-ไอออนสำหรับ EVs โดยมีสัดส่วนทางการตลาดราว 40% ของตลาดจีนโดยรวม และยังเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บและจัดการพลังงาน

รายถัดมาก็ได้แก่ BYD ที่ถือเป็นกิจการขนาดกลางที่มีสัดส่วนทางการตลาดราว 10% ของตลาดจีนโดยรวม ด้วยจุดเด่นในด้านเทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่าของแบบลิเธียม ทำให้ BYD ขยับสถานะขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำผลิตแบตเตอรีชั้นนำของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตรายเล็กที่มีกำลังการผลิตราว 200-500 Gwh และมีสัดส่วนทางการตลาดราว 1-2% ของตลาดจีนโดยรวม อีกเป็นจำนวนมาก หลายรายมีความร่วมมือทางธุรกิจกับผู้ผลิต EVs

อาทิ CALB, Gotion ซึ่งมี Volkswagen ร่วมทุนอยู่ 25% ของทั้งหมด SVOLT ซึ่งแยกตัวจากหน่วยธุรกิจของ GWM และ Farasis Energy ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Mercedes-Benz รวมทั้ง EVE Energy, ChinaREPT และ Tianjin 

Lishen ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของ Coda Automotive แห่งแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ และมีแผนจะพัฒนาระบบการจัดเก็บพลังงานจากแหล่งพลังงานสีเขียว อาทิ ลม และแสงอาทิตย์ 


อีกรายหนึ่งที่อดกล่าวถึงไม่ได้ก็คือ Tesla ที่เมื่อเร็วๆ นี้ ลีออน มัสก์ได้เดินทางเข้าจีนพร้อมประกาศขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในโรงงานผลิตแบตเตอรีแห่งโลกอนาคต 

อีลอน มัสก์มองว่า แบตเตอรีเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูง โดยโรงงานแห่งนี้ไม่เพียงผลิตสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของตลาด EVs ในจีนและต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงการให้บริการจัดเก็บพลังงานของแหล่งชุมชนอีกด้วย


นอกเหนือจากการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม EVs แล้ว จีนในยุคหลังมุ่งเน้นการพัฒนาผ่าน “นวัตกรรม” ด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รวมทั้งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Innovated in China” 

สตาร์ตอัพของจีนอย่าง Nio ก็นำเสนอแนวทางใหม่ในการลดข้อจำกัดของการชาร์ตแบตเตอรี ด้วยระบบการเปลี่ยนแบตเตอรี (แบบยกลูก) โดยได้ประกาศเพิ่มจำนวนสถานีบริการเปลี่ยนแบตเตอรี(Battery Swapping Station) ถึง 1,000 แห่งในปี 2023 ซึ่งบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ก็จะทำให้บริษัทฯ มีสถานีบริการเพิ่มขึ้นเป็น 2,300 แห่งภายในสิ้นปีนี้


การขยายตัวอย่าง “ก้าวกระโดด” ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการทำความตกลงด้านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับรัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันหลายรายในการก่อสร้างสถานีชาร์ตและเปลี่ยนแบตเตอรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมณฑลอันฮุย ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งใหญ่ของ Nio


ภายใต้ความมุ่งมุ่นที่จะขยายธุรกิจ EVs สู่ตลาดต่างประเทศ Nio ยังตั้งเป้าที่จะก่อสร้างสถานีบริการเปลี่ยนแบตเตอรีกระจายทั่วโลก 4,000 แห่งภายในปี 2025 ซึ่งสอดรับกับความต้องการของรัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันของจีนที่ต้องการกระจายธุรกิจสู่ด้าน “พลังงานสีเขียว”


นอกเหนือจาก Nio แล้ว ผู้ผลิต EVs อย่าง BAIC และผู้ผลิตแบตเตอรีรายใหญ่ของจีนอย่าง CATL ก็กำลังให้ความสนใจศึกษาตลาดใหม่นี้อยู่เช่นกัน นักวิเคราะห์จึงประเมินว่า จีนจะมีสถานีบริการเปลี่ยนแบตเตอรีเพิ่มขึ้นจาก 2,266 แห่ง ณ กลางปี 2023 เป็น 16,000 แห่งภายในปี 2025


“Designed in China” ก็นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญในการพัฒนาสินค้ามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย MIC 2025


เราจึงเห็นผู้ผลิตยานยนต์จีนในช่วงหลายปีหลังต่างทุ่มทุนว่าจ้างวิศวกรการออกแบบยานยนต์ชั้นนำมาช่วยยกระดับคุณภาพและสร้างความแตกต่างของรถยนต์ตนเองจากคู่แข่งขัน


วิศวกรรมและการออกแบบยานยนต์มีส่วนช่วยให้ EVs ของจีนมีราคาที่ถูกลง พร้อมกับฟังก์ชั่น สมรรถนะ และรูปโฉมที่ทันสมัยและโดนใจผู้บริโภคจีนมากขึ้น ส่งผลให้แบรนด์จีนได้รับการยอมรับจากตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นสัญญาณที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในยุคหลังโควิด


งานวิจัยหนึ่งระบุว่า ในปี 2021 แบรนด์ EVs จีนมีสัดส่วนตลาดกว่า 70% ของทั้งหมด และจำนวน 8 ใน 10 OEMs ที่มียอดขายประจำปีสูงสุดเป็นกิจการจีน สัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในงานนิทรรศการยานยนต์ชั้นนำในจีน เราสังเกตเห็น ค่ายรถยนต์แดนมังกรต่างนำเอารถต้นแบบ รถสปอร์ต และรถหรูหลากหลายรุ่นมาจัดแสดงโชว์กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์จีนที่จับตลาดระดับกลาง-บนและตลาดระดับบน ซึ่งแต่เดิมเป็น “เค้ก” ของแบรนด์ต่างชาติ


ประการสำคัญ โดยที่ตลาดระดับกลางของจีนในยุคหลังเต็มใจจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อคุณภาพ และยังมีตลาดต่างประเทศขนาดมหึมา และเป้าหมายของ “แบรนด์จีน” ที่ต้องการพัฒนาเป็น “แบรนด์ระดับโลก” รออยู่ ความทุ่มเทด้านการออกแบบดังกล่าวก็ทำให้ผู้ที่รักความเร็วต่างก็ร้อง “ว้าว” กันเป็นแถวเมื่อเห็น EVs จีน


หากพิจารณารายชื่อแบรนด์ EVs 25 อันดับแรกของโลกเมื่อปี 2022 พบว่ามีแบรนด์จีนติดอันดับอยู่ในลิสต์ถึง 15 ราย โดย BYD ทะยานขึ้นเป็นแบรนด์ที่มียอดขายโดยรวมมากที่สุดในโลก 

จนอาจกล่าวได้ว่า EVs จีนได้หลุดพ้นจากร่มเงาของผู้ผลิตยานยนต์โลกเก่าไปแล้ว และ “ความฝัน” ที่ต้องการก้าวสู่ “แบรนด์ระดับโลก” กำลังเกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้นทุกขณะ

ขณะเดียวกัน การเติบใหญ่และศักยภาพของตลาดดังกล่าวก็ยังทำให้ฐานการผลิตรถ EVs จีนกลายเป็นตลาดสำหรับวิศวกรการออกแบบยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง สีสัน และความตื่นเต้น

คราวหน้าผมจะนำเอาตัวอย่างดีๆ ในด้านการออกแบบมาพูดคุยกันครับ ... 


ภาพจาก : AFP 

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

avatar

TNNThailand

แท็กบทความ

sticky-bar-top