“อิตาลี” หิมะถล่ม พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย

Share on Line Share on Facebook Share on X
“อิตาลี” หิมะถล่ม  พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย

อิตาลี เกิดหิมะถล่มหลายครั้งในพื้นที่ตอนเหนือ เมื่อวานนี้ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย ในแคว้นลอมบาร์เดีย ทางการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย จากเหตุหิมะถล่มใกล้เมืองอัลโบซัจเจีย 

ขณะที่แคว้นเทรนติโน นักสกีคนหนึ่งเสียชีวิตหลังถูกฝังใต้หิมะจากเหตุหิมะถล่มครั้งที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นหลังเวลา 16.00 น. บนเทือกเขามาร์โมลาดา ฝั่งเทรนติโน ใกล้บริเวณภูเขาปุนตา เซเราตา  โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเตือนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากสภาพอากาศและภูมิประเทศในเทือกเขาแอลป์ยังคงไม่มั่นคง

สรุปข่าว

เกิดเหตุหิมะถล่มในภาคเหนือของอิตาลี มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักเล่นสกี และอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก เนื่องจากสภาพอากาศ และภูมิประเทศในเทือกเขาแอลป์ยังคงไม่มั่นคง

อิตาลี เกิดหิมะถล่มหลายครั้งในพื้นที่ตอนเหนือ เมื่อวานนี้ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย ในแคว้นลอมบาร์เดีย ทางการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย จากเหตุหิมะถล่มใกล้เมืองอัลโบซัจเจีย 

ขณะที่แคว้นเทรนติโน นักสกีคนหนึ่งเสียชีวิตหลังถูกฝังใต้หิมะจากเหตุหิมะถล่มครั้งที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นหลังเวลา 16.00 น. บนเทือกเขามาร์โมลาดา ฝั่งเทรนติโน ใกล้บริเวณภูเขาปุนตา เซเราตา  โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเตือนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากสภาพอากาศและภูมิประเทศในเทือกเขาแอลป์ยังคงไม่มั่นคง

หน่วยกู้ภัยเทือกเขาแอลป์ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นหนึ่งในกลุ่มนักสกีชาวอิตาลี 4 คน อายุราว 40 ปี ที่ออกจากเส้นทางสกีที่กำหนดไว้เพื่อไปเล่นสกีนอกเส้นทาง แม้ว่าทุกคนจะมีอุปกรณ์รับสัญญาณหิมะถล่ม, พลั่ว และอุปกรณ์ตรวจหาผู้รอดชีวิตติดตัวครบถ้วน นักสกีคนแรกเป็นต้นเหตุของหิมะถล่มและถูกฝังทั้งตัว ส่วนคนอื่น ๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บและเริ่มค้นหาด้วยตนเองก่อนที่ทีมกู้ภัยจะมาถึง มีการส่งเฮลิคอปเตอร์และสุนัขค้นหาลงพื้นที่ แต่ชายคนดังกล่าวถูกประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน เหตุหิมะถล่มในหุบเขาออสตา (Aosta Valley) ทำให้นักสกี 2 คนถูกฝังบางส่วน แต่สามารถช่วยเหลือกันเองได้และไม่ได้รับบาดเจ็บ

ทางการระบุว่า รายงานเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมจากเหตุการณ์อื่นในแคว้นเทรนติโน ยังไม่สามารถยืนยันได้

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters

sticky-bar-top