
การละลายของน้ำแข็งในเขตอาร์กติกกำลังเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยห่างไกลและเข้าถึงยากให้กลายเป็นเวทีการแข่งขันของมหาอำนาจโลก เส้นทางเดินเรือใหม่และทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มเข้าถึงได้ ทำให้ดินแดนหนาวเย็นแห่งนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะกรณีของ Greenland ที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันด้านอิทธิพลระหว่างประเทศ
ในอดีต หลังสิ้นสุดสงครามเย็น อาร์กติกเคยถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในปี 1996 กลุ่มประเทศอาร์กติก 8 ประเทศได้ก่อตั้ง Arctic Council เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และ จีน ทวีความเข้มข้นมากขึ้น จนทำให้โมเดลความร่วมมือเดิมเริ่มสั่นคลอน
ปัจจัยสำคัญที่เร่งการแข่งขันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิในอาร์กติกเพิ่มขึ้นเร็วกว่าโลกถึง 4 เท่า ข้อมูลจาก NASA ระบุว่าน้ำแข็งทะเลในเดือนกันยายนลดลงเฉลี่ยราว 12% ต่อทศวรรษเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 1981–2010 และรายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change ชี้ว่าน้ำแข็งหลายปีอายุเกิน 5 ปี ลดลงถึง 90% ระหว่างปี 1979–2018
สรุปข่าว
การละลายของน้ำแข็งในเขตอาร์กติกกำลังเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยห่างไกลและเข้าถึงยากให้กลายเป็นเวทีการแข่งขันของมหาอำนาจโลก เส้นทางเดินเรือใหม่และทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มเข้าถึงได้ ทำให้ดินแดนหนาวเย็นแห่งนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะกรณีของ Greenland ที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันด้านอิทธิพลระหว่างประเทศ
ในอดีต หลังสิ้นสุดสงครามเย็น อาร์กติกเคยถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในปี 1996 กลุ่มประเทศอาร์กติก 8 ประเทศได้ก่อตั้ง Arctic Council เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และ จีน ทวีความเข้มข้นมากขึ้น จนทำให้โมเดลความร่วมมือเดิมเริ่มสั่นคลอน
ปัจจัยสำคัญที่เร่งการแข่งขันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิในอาร์กติกเพิ่มขึ้นเร็วกว่าโลกถึง 4 เท่า ข้อมูลจาก NASA ระบุว่าน้ำแข็งทะเลในเดือนกันยายนลดลงเฉลี่ยราว 12% ต่อทศวรรษเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 1981–2010 และรายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change ชี้ว่าน้ำแข็งหลายปีอายุเกิน 5 ปี ลดลงถึง 90% ระหว่างปี 1979–2018
น้ำแข็งที่ละลายเปิดโอกาสทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขุดทรัพยากรจนถึงเส้นทางเดินเรือใหม่ ทำให้ทั้งประเทศในและนอกภูมิภาคสนใจมากขึ้น โดยกรีนแลนด์ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีประชากรไม่ถึง 60,000 คน กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก แต่ก็มีสถานะปกครองตนเองและกระแสเรียกร้องเอกราชเพิ่มขึ้น ความสนใจจากต่างชาติ โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา มีมานานตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ปัจจุบันกรีนแลนด์ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพอวกาศ Pituffik ซึ่งสนับสนุนระบบเฝ้าระวังอวกาศและป้องกันขีปนาวุธของนาโต
การละลายของน้ำแข็งยังเปิดทางให้เส้นทางเดินเรือใหม่ เช่น Northwest Passage และ Transpolar Sea Route ซึ่งอาจช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง และเป็นทางเลือกแทนจุดคอขวดสำคัญอย่างคลองสุเอซ ปริมาณการเดินเรือในอาร์กติกเพิ่มขึ้น 37% ระหว่างปี 2013–2023 และมีการคาดการณ์ว่าอาร์กติกอาจมี “วันไร้น้ำแข็ง” ครั้งแรกก่อนปี 2030
นอกจากเส้นทางเดินเรือ กรีนแลนด์ยังมีทรัพยากรธรรมชาติขนาดมหาศาล การประเมินของ US Geological Survey ระบุว่าอาจมีน้ำมันถึง 17.5 พันล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติ 4 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงแร่สำคัญอย่างลิเทียม ยูเรเนียม และแร่หายาก ซึ่งจำเป็นต่อเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมทหาร
การแข่งขันด้านแร่สำคัญทำให้กรีนแลนด์ถูกดึงเข้าสู่เกมภูมิรัฐศาสตร์โลก เนื่องจากเศรษฐกิจตะวันตกยังพึ่งพาจีนในการแปรรูปแร่จำนวนมาก ในปี 2023 สหภาพยุโรปได้ลงนามความร่วมมือกับกรีนแลนด์เพื่อพัฒนาห่วงโซ่วัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเหล่านี้ยังเผชิญข้อจำกัด ทั้งต้นทุนสูง โครงสร้างพื้นฐานจำกัด และความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม กรีนแลนด์เคยระงับโครงการเหมืองแร่หายาก Kvanefjeld ในปี 2021 เนื่องจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ยังต้องหาจุดสมดุลร่วมกัน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปิดประตูใหม่ให้ภูมิภาคอาร์กติก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม และทรัพยากร แต่ขณะเดียวกันก็เร่งการแข่งขันของมหาอำนาจโลก กรีนแลนด์จึงกลายเป็นจุดตัดของภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
- “แอฟริกา” แบกรับหนัก เรียกร้องทั่วโลกช่วยสู้ “โลกร้อน” ชี้ตนปล่อยคาร์บอนแค่ 4%
- ระวัง! ปี 69 อากาศร้อนจัด ปีแห่งความร้อนระอุ โลกเสี่ยงทุบสถิติใหม่
- โลกเสี่ยง “ร้อนสุดขั้ว” ประชากรโลก 41% อาจได้รับผลกระทบภายในปี 2593
- โลกร้อนเพาะปลูกยาก ถึงเกษตรกรปรับตัวได้ แต่ก็หนีภัยแล้งไม่ทัน
- คลื่นความร้อน ยุงระบาด อากาศเป็นพิษ วิกฤตสุขภาพโลกที่ปฏิเสธไม่ได้
ที่มาข้อมูล : 360info.org
ที่มารูปภาพ : Reuters
