กาแฟโลกส่อวิกฤต อากาศร้อนทำแหล่งปลูก “ร้อนเกินเกณฑ์” จนปลูกไม่ได้

Share on Line Share on Facebook Share on X
กาแฟโลกส่อวิกฤต อากาศร้อนทำแหล่งปลูก “ร้อนเกินเกณฑ์” จนปลูกไม่ได้

การปลูกกาแฟในหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงรุนแรงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น หลังการวิเคราะห์ล่าสุดพบว่า ประเทศผู้ปลูกกาแฟรายใหญ่ของโลกกำลังร้อนเกินกว่าจะเหมาะสมต่อการเพาะปลูก อันเป็นผลจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


รายงานของClimate Centralระบุว่า 5 ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ ซึ่งรวมกันคิดเป็นราว 75% ของผลผลิตกาแฟโลก เผชิญ “วันอากาศร้อนที่เป็นอันตรายต่อกาแฟ” เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 57 วัน เมื่อเทียบกับโลกที่ไม่มีมลพิษจากคาร์บอน


หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ“เอธิโอเปีย”แหล่งกำเนิดกาแฟของโลก ซึ่งมีครัวเรือนมากกว่า 4 ล้านครัวเรือนพึ่งพาการปลูกกาแฟเป็นรายได้หลัก กาแฟยังสร้างรายได้จากการส่งออกเกือบ1 ใน 3 ของประเทศ แต่อนาคตกลับไม่แน่นอน


สรุปข่าว

อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังคุกคาม “กาแฟ” เครื่องดื่มยอดนิยมของคนทั้งโลก ผลการวิเคราะห์ล่าสุดชี้ ประเทศผู้ปลูกกาแฟรายใหญ่กำลังเผชิญวันที่มีอากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนพื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งเริ่มไม่เหมาะสมต่อการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะสายพันธุ์อาราบิกา ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ซัพพลายโลก และราคากาแฟที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางคำเตือนว่า หากไม่เร่งรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ กาแฟอาจกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้ยากขึ้นในอนาคต

การปลูกกาแฟในหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงรุนแรงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น หลังการวิเคราะห์ล่าสุดพบว่า ประเทศผู้ปลูกกาแฟรายใหญ่ของโลกกำลังร้อนเกินกว่าจะเหมาะสมต่อการเพาะปลูก อันเป็นผลจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


รายงานของClimate Centralระบุว่า 5 ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ ซึ่งรวมกันคิดเป็นราว 75% ของผลผลิตกาแฟโลก เผชิญ “วันอากาศร้อนที่เป็นอันตรายต่อกาแฟ” เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 57 วัน เมื่อเทียบกับโลกที่ไม่มีมลพิษจากคาร์บอน


หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ“เอธิโอเปีย”แหล่งกำเนิดกาแฟของโลก ซึ่งมีครัวเรือนมากกว่า 4 ล้านครัวเรือนพึ่งพาการปลูกกาแฟเป็นรายได้หลัก กาแฟยังสร้างรายได้จากการส่งออกเกือบ1 ใน 3 ของประเทศ แต่อนาคตกลับไม่แน่นอน


“เดเจเน ดาดี” ผู้จัดการทั่วไปของสหกรณ์เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟโอโรเมีย ระบุว่า เกษตรกรในเอธิโอเปียเริ่มเห็นผลกระทบจากคลื่นความร้อนรุนแรงแล้ว
เขาชี้ว่า กาแฟอาราบิกาซึ่งเป็นสายพันธุ์คุณภาพสูง มีความอ่อนไหวต่อแสงแดดโดยตรง หากไม่มีร่มเงาที่เพียงพอ ต้นกาแฟจะให้ผลผลิตลดลง และเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น


กาแฟส่วนใหญ่ของโลกปลูกในพื้นที่ที่เรียกว่า “Bean Belt” ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์และทรอปิกออฟแคปริคอร์น โดยต้องการอุณหภูมิและปริมาณฝนที่เหมาะสม โดยเฉพาะกาแฟอาราบิกาที่จะเริ่มได้รับผลกระทบเมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส


การวิเคราะห์ของ Climate Central เปรียบเทียบจำนวนวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาในพื้นที่ปลูกกาแฟ ระหว่างปี 2021–2025 กับโลกสมมติที่ไม่มีภาวะโลกรวน ผลพบว่า“เอลซัลวาดอร์”เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีวันอากาศร้อนที่ทำลายการปลูกกาแฟเพิ่มขึ้นถึง 99 วัน


ขณะที่“บราซิล”ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งคิดเป็น 37% ของผลผลิตทั้งหมด เผชิญวันอากาศร้อนเกินเกณฑ์เพิ่มขึ้น 70 วัน ส่วนเอธิโอเปียมีเพิ่มขึ้น 34 วัน


อุตสาหกรรมกาแฟโลกซึ่งมีการบริโภคมากถึงราว 2,000 ล้านแก้วต่อวัน กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักWorld Bankระบุว่า ราคากาแฟทั้งสายพันธุ์อาราบิกาและโรบัสตาเกือบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงปี 2023–2025 และในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ราคากาแฟพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


แม้เกษตรกรรายย่อยจะเป็นผู้ผลิตกาแฟถึง 60–80% ของโลก แต่กลับได้รับเงินสนับสนุนเพื่อปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศเพียง 0.36% ของงบประมาณที่จำเป็นในปี 2021 นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่า หากขาดเงินทุนและนโยบายสนับสนุน เกษตรกรแทบไม่เหลือทางเลือก


“เดเจเน ดาดี” ระบุว่า หากไม่มีความช่วยเหลืออย่างจริงจัง การรักษาความมั่นคงของกาแฟโลกจะเป็นเรื่องยาก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ เร่งดำเนินการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่กาแฟจะกลายเป็นสินค้าที่ปลูกได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Envato