ฤดูร้อนปี 69 อันตราย เสี่ยงป่วยฮีทสโตรกพุ่ง ไม่ระวังอาจถึงชีวิต!

Share on Line Share on Facebook Share on X
ฤดูร้อนปี 69 อันตราย เสี่ยงป่วยฮีทสโตรกพุ่ง ไม่ระวังอาจถึงชีวิต!

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องฤดูร้อนปีนี้ คนไทยเสี่ยงโรคลมแดด–ฮีทสโตรกสูงกว่าที่คิด ต้องระวังเป็นพิเศษ

ฤดูร้อนปีนี้ คนไทยต้องเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนมากกว่าทุกปี หลังประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในบางพื้นที่อาจพุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นเพียงสถิติทางอุตุนิยมวิทยา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริง” หรือที่เรียกว่า ดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งอาจสูงกว่าค่าที่วัดได้จากเทอร์โมมิเตอร์อย่างมาก และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

สรุปข่าว

ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว และบางพื้นที่อุณหภูมิอาจแตะ 43°C แต่สิ่งที่อันตรายกว่าคือ “ดัชนีความร้อน” ที่เกิดจากอุณหภูมิรวมกับความชื้น ซึ่งอาจพุ่งเกิน 50°C ได้ เมื่อค่า Heat Index สูงกว่า 41°C จะเพิ่มความเสี่ยงตะคริว เพลียแดด และโรคลมแดด (Heat Stroke) โดยเฉพาะช่วง 11.00–15.00 น. ควรดื่มน้ำ 2–3 ลิตรต่อวัน สวมเสื้อผ้าบางสีอ่อน หลีกเลี่ยงแดดจัด และพักในที่ร่มหรือห้องปรับอากาศเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องฤดูร้อนปีนี้ คนไทยเสี่ยงโรคลมแดด–ฮีทสโตรกสูงกว่าที่คิด ต้องระวังเป็นพิเศษ

ฤดูร้อนปีนี้ คนไทยต้องเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนมากกว่าทุกปี หลังประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในบางพื้นที่อาจพุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นเพียงสถิติทางอุตุนิยมวิทยา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริง” หรือที่เรียกว่า ดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งอาจสูงกว่าค่าที่วัดได้จากเทอร์โมมิเตอร์อย่างมาก และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

ดัชนีความร้อนเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความชื้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60–75 เปอร์เซ็นต์ เมื่ออากาศร้อนจัดและความชื้นสูง เหงื่อที่ร่างกายขับออกมาจะระเหยได้ช้าลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร้อนจึงสะสมอยู่ภายใน ส่งผลให้รู้สึกร้อนอบอ้าว เหนียวตัว และอาจเกิดภาวะอันตรายได้ ตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิจากเทอร์โมมิเตอร์อยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส แต่มีความชื้นสูง ค่าดัชนีความร้อนอาจพุ่งเกิน 50 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ

หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและสาธารณสุขได้แบ่งระดับความเสี่ยงของค่า Heat Index ไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับเฝ้าระวังที่อาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ไปจนถึงระดับอันตรายมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) อย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อค่าดัชนีความร้อนเกิน 41 องศาเซลเซียสขึ้นไป ความเสี่ยงต่อการเกิดตะคริวจากความร้อน เพลียแดด และภาวะอวัยวะล้มเหลวจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น การดูแลตนเองในช่วงอากาศร้อนจัดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2–3 ลิตร โดยไม่รอให้รู้สึกกระหาย หากมีเหงื่อออกมากควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อทดแทนแร่ธาตุที่สูญเสียไป และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้น การสวมเสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อผ้าบางเบา และทรงหลวมจะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การอาบน้ำเย็นหรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่อยู่ใกล้ผิวหนัง จะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้รวดเร็วขึ้น ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด


ฤดูร้อนปีนี้จึงไม่ใช่เพียงความร้อนตามฤดูกาล แต่เป็นความร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง หากขาดความรู้และการป้องกันที่เหมาะสม การเข้าใจดัชนีความร้อนและตระหนักถึงสัญญาณเตือนของร่างกาย จะช่วยให้เราผ่านฤดูร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อโรคลมแดดและฮีทสโตรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters