“เสื้อผ้า” อาจแพงขึ้นทั้งโลก วิกฤตโลกร้อนดันต้นทุนพุ่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เสื้อผ้า” อาจแพงขึ้นทั้งโลก วิกฤตโลกร้อนดันต้นทุนพุ่ง

รายงานวิเคราะห์จาก Apparel Impact Institute เตือนว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นโลกกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงทางการเงินอย่างรุนแรง” หากไม่เร่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากต้นทุนคาร์บอน วัตถุดิบที่ผันผวน และพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความท้าทายเชิงธุรกิจที่กระทบความสามารถในการแข่งขันระยะยาว


 หนึ่งในจุดเปราะบางสำคัญคือ “วัตถุดิบ” โดยเฉพาะฝ้าย ซึ่งคิดเป็นราว 19% ของเส้นใยสิ่งทอทั่วโลก ฝ้ายอ่อนไหวต่อสภาพอากาศอย่างมาก ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และรูปแบบฝนที่แปรปรวน ทำให้ความเครียดด้านน้ำเพิ่มขึ้นและลดความยืดหยุ่นทางการเกษตร ปัญหายังซ้ำเติมด้วยการตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ


สรุปข่าว

รายงานจาก Apparel Impact Institute เตือนว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นเสี่ยงขาดทุนหนัก หากไม่เร่งรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงหลักมาจากราคาคาร์บอน วัตถุดิบอย่างฝ้ายที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและคลื่นความร้อน รวมถึงต้นทุนพลังงานในกระบวนการผลิต ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การลงทุนลดคาร์บอนและใช้พลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ต้นน้ำ จะช่วยลดความผันผวนต้นทุนและปกป้องธุรกิจระยะยาว

รายงานวิเคราะห์จาก Apparel Impact Institute เตือนว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นโลกกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงทางการเงินอย่างรุนแรง” หากไม่เร่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากต้นทุนคาร์บอน วัตถุดิบที่ผันผวน และพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความท้าทายเชิงธุรกิจที่กระทบความสามารถในการแข่งขันระยะยาว


 หนึ่งในจุดเปราะบางสำคัญคือ “วัตถุดิบ” โดยเฉพาะฝ้าย ซึ่งคิดเป็นราว 19% ของเส้นใยสิ่งทอทั่วโลก ฝ้ายอ่อนไหวต่อสภาพอากาศอย่างมาก ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และรูปแบบฝนที่แปรปรวน ทำให้ความเครียดด้านน้ำเพิ่มขึ้นและลดความยืดหยุ่นทางการเกษตร ปัญหายังซ้ำเติมด้วยการตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ


แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลต่อผลผลิต คุณภาพ และฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานผันผวน ตัวอย่างชัดเจนในปี 2022 เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนตกหนักในอินเดีย คลื่นความร้อนในจีน และภัยแล้งในสหรัฐฯ ทำให้ราคาฝ้ายพุ่งขึ้นถึง 30% ภายในปีเดียว ขณะที่คาดการณ์ว่า ภายในปี 2040 ราว 50% ของพื้นที่ปลูกฝ้ายทั่วโลกจะเผชิญอุณหภูมิสูงขึ้นและขาดแคลนน้ำ และ 40% อาจมีฤดูกาลเพาะปลูกสั้นลง ความไม่แน่นอนนี้กระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพต้นทุนของแบรนด์เสื้อผ้า


อีกปัจจัยสำคัญคือ “พลังงาน” กระบวนการผลิตสิ่งทอระดับ Tier 2 เช่น การย้อมและการตกแต่งผ้า เป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก และยังพึ่งพาไฟฟ้าจากถ่านหินในประเทศฐานการผลิตหลัก หากไม่เร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซัพพลายเออร์อาจต้องเผชิญต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและบทลงโทษด้านกฎระเบียบ ซึ่งท้ายที่สุดจะถูกส่งต่อมายังแบรนด์


อุตสาหกรรมแฟชั่นมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 2% ของการปล่อยทั่วโลก และกว่า 99% เป็นการปล่อยทางอ้อมจากกระบวนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการประกอบเสื้อผ้า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเอเชีย รายงานจึงเน้นว่า การลงทุนล่วงหน้าเพื่อลดคาร์บอนในระดับซัพพลายเออร์ เช่น การเปลี่ยนสู่พลังงานไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาวได้


 รายงานชี้ชัดว่า หากอุตสาหกรรมแฟชั่นไม่เร่งปรับตัวต่อวิกฤตภูมิอากาศ จะเผชิญความผันผวนด้านต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และกฎระเบียบที่รุนแรงขึ้น การลงทุนเพื่อลดคาร์บอนและเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานจึงไม่ใช่ทางเลือกเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อปกป้องผลประกอบการและความมั่นคงทางธุรกิจในอนาคต

ที่มาข้อมูล : downtoearth.org.in

ที่มารูปภาพ : Reuters

แท็กบทความ