อุตุฯโลกจับตา “เอลนีโญ” จ่อกลับมาเดือนก.ค.-ก.ย.นี้ คาดทำปี 70 ร้อนเดือดกว่าเดิม

Share on Line Share on Facebook Share on X
อุตุฯโลกจับตา “เอลนีโญ” จ่อกลับมาเดือนก.ค.-ก.ย.นี้ คาดทำปี 70 ร้อนเดือดกว่าเดิม

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ World Meteorological Organization (WMO) เปิดเผยรายงานแนวโน้มสภาพภูมิอากาศตามฤดูกาลทั่วโลก ระบุว่า ปรากฏการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กำลังอ่อนกำลังลง และมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง ก่อนพัฒนาไปเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญภายในช่วงก่อนสิ้นปีนี้


รายงานชี้ว่า ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม อุณหภูมิพื้นผิวโลกมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนสัญญาณภาวะโลกร้อนที่ยังคงกดดันระบบภูมิอากาศโลก แม้บางพื้นที่จะยังได้รับอิทธิพลจากรูปแบบฝนแบบลานีญา โดยเฉพาะบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งแบบจำลองการพยากรณ์ปริมาณฝนยังคงแสดงลักษณะคล้ายลานีญา ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกมีสัญญาณที่หลากหลายและแตกต่างกันไป


สรุปข่าว

โลกกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบภูมิอากาศอีกครั้ง เมื่อสัญญาณล่าสุดบ่งชี้ว่า “ลานีญา” กำลังอ่อนกำลังลง และมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านสู่ “เอลนีโญ” ภายในปีนี้ ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเร่งให้ปี 2570 กลายเป็นอีกปีที่ร้อนจัด และเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ World Meteorological Organization (WMO) เปิดเผยรายงานแนวโน้มสภาพภูมิอากาศตามฤดูกาลทั่วโลก ระบุว่า ปรากฏการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กำลังอ่อนกำลังลง และมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง ก่อนพัฒนาไปเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญภายในช่วงก่อนสิ้นปีนี้


รายงานชี้ว่า ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม อุณหภูมิพื้นผิวโลกมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนสัญญาณภาวะโลกร้อนที่ยังคงกดดันระบบภูมิอากาศโลก แม้บางพื้นที่จะยังได้รับอิทธิพลจากรูปแบบฝนแบบลานีญา โดยเฉพาะบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งแบบจำลองการพยากรณ์ปริมาณฝนยังคงแสดงลักษณะคล้ายลานีญา ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกมีสัญญาณที่หลากหลายและแตกต่างกันไป


ลานีญาเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกลดลง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของลม ความกดอากาศ และรูปแบบปริมาณฝนในหลายภูมิภาคทั่วโลก ตรงกันข้ามกับเอลนีโญ ซึ่งมักทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลอุ่นขึ้นและกระตุ้นให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่


ด้าน National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ของสหรัฐฯ ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ร้อยละ 50-60 ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน และอาจคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ซึ่งอาจส่งผลให้ปี 2570 มีอุณหภูมิสูงกว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา


นางเซเลสเต เซาโล เลขาธิการใหญ่ WMO ระบุว่า เอลนีโญครั้งล่าสุดในช่วงปี 2566-2567 นับเป็น 1 ใน 5 เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ปี 2567 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์


WMO ย้ำว่า แม้ลานีญาและเอลนีโญจะเป็นความแปรปรวนตามธรรมชาติของระบบภูมิอากาศโลก แต่เมื่อเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นในระยะยาว เพิ่มความรุนแรงของเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และส่งผลกระทบต่อรูปแบบปริมาณฝนและอุณหภูมิตามฤดูกาลในหลายภูมิภาคทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Envato