โลกเดือดแบบหยุดไม่อยู่ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ถล่มไทย ปี 2027 เสี่ยงแล้งวิกฤตรุนแรง

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกเดือดแบบหยุดไม่อยู่ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ถล่มไทย  ปี 2027 เสี่ยงแล้งวิกฤตรุนแรง

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับอากาศร้อนและภัยแล้งขนาดหนักกำลังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่อาจมาเยือนประเทศไทย 

 

จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะการคาดการณ์ของ NOAA ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

มีการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญของ NOAA ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าปรากฏการณ์ Super El Niño อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมีโอกาสถึง 80% ที่ El Niño จะก่อตัวภายในเดือนสิงหาคม 2026 และมีโอกาสประมาณ 1 ใน 3 ที่จะทวีกำลังรุนแรงจนกลายเป็น “Super El Niño” ในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลให้ปี 2027 มีแนวโน้มกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ ปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการสิ้นสุดปรากฏการณ์ La Niña โดยความร้อนที่สะสมอาจเร่งให้ภาวะโลกรุนแรงยิ่งขึ้น และสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

สรุปข่าว

“ดร.สนธิ” เตือน “ซุปเปอร์เอลนีโญ” มีโอกาสเกิดในช่วงปลายปี 2026 ตามการคาดการณ์ของ NOAA และอาจทำให้ปี 2027 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสี่ยงภัยแล้งหนัก ผลผลิตเกษตรลดลง ราคาอาหารพุ่ง และปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 รุนแรงขึ้น ผลกระทบจะลามทั่วโลก ทั้งพายุ อุทกภัย และความแปรปรวนของสภาพอากาศในหลายภูมิภาค

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับอากาศร้อนและภัยแล้งขนาดหนักกำลังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่อาจมาเยือนประเทศไทย 

 

จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะการคาดการณ์ของ NOAA ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

มีการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญของ NOAA ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าปรากฏการณ์ Super El Niño อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมีโอกาสถึง 80% ที่ El Niño จะก่อตัวภายในเดือนสิงหาคม 2026 และมีโอกาสประมาณ 1 ใน 3 ที่จะทวีกำลังรุนแรงจนกลายเป็น “Super El Niño” ในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลให้ปี 2027 มีแนวโน้มกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ ปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการสิ้นสุดปรากฏการณ์ La Niña โดยความร้อนที่สะสมอาจเร่งให้ภาวะโลกรุนแรงยิ่งขึ้น และสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

ในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ คาดว่า La Niña จะอ่อนกำลังลงและเข้าสู่สภาวะเป็นกลางในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2026 ก่อนที่ El Niño จะเริ่มชัดเจนในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม และมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงปลายปี


ผลกระทบของ Super El Niño จะขยายวงกว้างไปทั่วโลก โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย จะเผชิญกับภัยแล้งรุนแรง ปริมาณฝนลดลง ส่งผลต่อระดับน้ำในเขื่อนและการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน ภาคเกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะผลผลิตอย่างข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์มที่อาจลดลง นำไปสู่ภาวะ “Food Shock” หรือราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟป่า และซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงหมอกควันข้ามพรมแดน

 

ในทวีปอเมริกา ผลกระทบจะมีความแตกต่างกัน โดยฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกอาจมีพายุลดลงจากแรงเฉือนลมที่สูงขึ้น ขณะที่ฝั่งแปซิฟิกมีแนวโน้มเผชิญพายุรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งในช่วงฤดูหนาวปี 2026–2027 ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ และแคนาดาอาจมีอากาศอุ่นและแห้งกว่าปกติ ส่วนทางตอนใต้จะมีฝนตกหนักและเสี่ยงอุทกภัย

 

สำหรับทวีปยุโรป อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมกรด หรือ Jet Stream ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่ของยุโรปตอนกลางเผชิญกับฤดูหนาวที่มีหิมะตกหนัก


โดยสรุป ปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญไม่เพียงเป็นความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยและนานาประเทศจำเป็นต้องเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วนและรอบด้าน

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : NASA