
หลายพื้นที่ใน ออสเตรเลีย แอฟริกา และ กรีซ เผชิญปรากฏการณ์ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากอิทธิพลของพายุฝุ่นและพายุทรายขนาดใหญ่ที่พัดปกคลุมหลายภูมิภาค
รายงานระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากพายุฝุ่นในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งเชื่อมโยงกับ ไซโคลนนาเรลล์ ที่ขึ้นฝั่งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ทำให้เกิดภาพท้องฟ้าสีแดงในพื้นที่ดังกล่าว
ต่อมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม เกิดพายุฝุ่นขนาดใหญ่ หรือ “ฮาบูบ” เคลื่อนตัวข้าม ทะเลทรายซาฮารา จากแอลจีเรียไปยังมอริเตเนีย โมร็อกโก เวสเทิร์นซาฮารา และหมู่เกาะคานารี โดยแนวพายุมีความยาวมากกว่า 1,000 ไมล์ แม้บางพื้นที่จะเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มมากกว่าสีแดง
สรุปข่าว
หลายพื้นที่ใน ออสเตรเลีย แอฟริกา และ กรีซ เผชิญปรากฏการณ์ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากอิทธิพลของพายุฝุ่นและพายุทรายขนาดใหญ่ที่พัดปกคลุมหลายภูมิภาค
รายงานระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากพายุฝุ่นในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งเชื่อมโยงกับ ไซโคลนนาเรลล์ ที่ขึ้นฝั่งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ทำให้เกิดภาพท้องฟ้าสีแดงในพื้นที่ดังกล่าว
ต่อมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม เกิดพายุฝุ่นขนาดใหญ่ หรือ “ฮาบูบ” เคลื่อนตัวข้าม ทะเลทรายซาฮารา จากแอลจีเรียไปยังมอริเตเนีย โมร็อกโก เวสเทิร์นซาฮารา และหมู่เกาะคานารี โดยแนวพายุมีความยาวมากกว่า 1,000 ไมล์ แม้บางพื้นที่จะเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มมากกว่าสีแดง
กระทั่งวันที่ 1 เมษายน พายุฝุ่นอีกระลอกเคลื่อนตัวจากลิเบียข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังเกาะครีตของกรีซ ส่งผลให้ท้องฟ้าในพื้นที่กลายเป็นสีแดงเข้มอีกครั้ง ก่อนที่ฝุ่นจะเคลื่อนต่อไปยัง อียิปต์ ในวันที่ 2 เมษายน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พายุฝุ่นในแอฟริกาเหนือและยุโรปครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับ พายุเออร์มินิโอ ซึ่งพัดเคลื่อนตัวช้า ๆ ไปทางตะวันออกของยุโรป และเป็นตัวการสร้างกระแสลมที่พัดพาฝุ่นจากทะเลทรายซาฮาราไปไกลหลายพันกิโลเมตร
สำหรับสาเหตุที่ท้องฟ้าปรากฏเป็นสีแดง นักอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า ฝุ่นจากซาฮารามีปริมาณธาตุเหล็กสูง เมื่ออนุภาคฝุ่นลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ จะทำให้แสงอาทิตย์กระเจิงและสะท้อนออกมาเป็นโทนสีแดง
ขณะที่ในออสเตรเลีย ทรายในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือก็มีธาตุเหล็กสูงเช่นกัน เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตแร่เหล็กสำคัญของโลก จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ท้องฟ้าสีแดงในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มฝุ่นดังกล่าวจะเคลื่อนตัวไปยังตะวันออกกลางในช่วงปลายสัปดาห์ แต่ความเข้มข้นอาจลดลง เนื่องจากพายุเริ่มอ่อนกำลังลง อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของสภาพอากาศสุดขั้วที่สามารถส่งผลกระทบข้ามทวีปได้อย่างชัดเจน
- ฝุ่นซาฮาราพัดถึงยุโรป เปลี่ยนท้องฟ้ากรีซเป็น “สีส้ม”
- ยุโรปวิกฤตหนัก! โลกร้อนพุ่งเร็วกว่าโลก 2 เท่า เข้าสู่จุดเปราะบางภัยพิบัติ
- วิกฤตพลังงานโลกปะทุ อังกฤษดัน G7 เร่งใช้พลังงานสะอาด รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน
- โลกเริ่มรับไม่ไหว มนุษย์ใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด จุดชนวนวิกฤตอาหาร-ภูมิอากาศ
- วิกฤตฝุ่นคลุม “เชียงใหม่” หายใจไม่ออก มองไม่เห็นอนาคต
