จับตาพายุ “ซินลากู” ซูเปอร์ไต้ฝุ่นโผล่เดือนเม.ย. สัญญาณโลกเดือดชัดเจน!

Share on Line Share on Facebook Share on X
จับตาพายุ “ซินลากู” ซูเปอร์ไต้ฝุ่นโผล่เดือนเม.ย. สัญญาณโลกเดือดชัดเจน!

พายุหมุนเขตร้อน “ซินลากู” ทวีกำลังอย่างรวดเร็วเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะกวม จนกลายเป็นพายุระดับ 5 ลูกที่ 2 ของโลกในปี 2569 โดยมีความเร็วลมสูงสุดถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามการประเมินของศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วม (JTWC)

รายงานระบุว่า ซินลากูมีแนวโน้มสร้างภัยอันตรายรุนแรงต่อหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ของสหรัฐ ในช่วงวันจันทร์ถึงอังคาร โดยคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะทิเนียนและเกาะไซปัน ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 45,000 คน

พายุลูกดังกล่าวน่าจะทวีกำลังถึงจุดสูงสุดเมื่อเย็นวันอาทิตย์ ด้วยความเร็วลมประมาณ 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่ JTWC จะปรับค่าประเมินสูงสุดขึ้นเป็น 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาต่อมา ใกล้เคียงกับ “ศักยภาพความรุนแรงสูงสุด” ของพายุภายใต้สภาพแวดล้อมทางทะเลและบรรยากาศในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม พายุลูกนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทย

สรุปข่าว

"ซินลากู" ได้ทวีกำลังขึ้นสู่ระดับ 5 กลายเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของพายุหมุนเขตร้อน สร้างความกังวลให้กับนักอุตุนิยมวิทยา เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงต้นปีเร็วกว่าปกติอย่างมาก ซึ่งปกติมักไม่พบซูเปอร์ไต้ฝุ่นเกิดขึ้นในช่วงต้นปีเท่าใดนัก ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การก่อตัวของพายุรุนแรงในช่วงต้นปีเช่นนี้ อาจสะท้อนถึงสภาพอากาศและอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เอื้อต่อการเพิ่มกำลังของพายุได้รวดเร็วกว่าปกติ พร้อมเตือนให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม พายุลูกนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทย

พายุหมุนเขตร้อน “ซินลากู” ทวีกำลังอย่างรวดเร็วเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะกวม จนกลายเป็นพายุระดับ 5 ลูกที่ 2 ของโลกในปี 2569 โดยมีความเร็วลมสูงสุดถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามการประเมินของศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วม (JTWC)

รายงานระบุว่า ซินลากูมีแนวโน้มสร้างภัยอันตรายรุนแรงต่อหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ของสหรัฐ ในช่วงวันจันทร์ถึงอังคาร โดยคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะทิเนียนและเกาะไซปัน ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 45,000 คน

พายุลูกดังกล่าวน่าจะทวีกำลังถึงจุดสูงสุดเมื่อเย็นวันอาทิตย์ ด้วยความเร็วลมประมาณ 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่ JTWC จะปรับค่าประเมินสูงสุดขึ้นเป็น 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาต่อมา ใกล้เคียงกับ “ศักยภาพความรุนแรงสูงสุด” ของพายุภายใต้สภาพแวดล้อมทางทะเลและบรรยากาศในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม พายุลูกนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทย

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า “ซินลากู” สามารถทวีกำลังได้อย่างรวดเร็วจากปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ทั้งแรงเฉือนลมต่ำเพียง 5-10 นอต อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูง 28-29 องศาเซลเซียส และปริมาณความร้อนในมหาสมุทรที่สะสมในระดับลึก ส่งผลให้พายุเพิ่มความเร็วลมถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าพายุได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อยในวันจันทร์ ระหว่างเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ “ซินลากู” ถือเป็นพายุระดับ 5 ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่มีความรุนแรงติดอันดับต้น ๆ ในประวัติศาสตร์ โดยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน มีพายุระดับนี้เพียง 10 ลูกเท่านั้นที่เคยถูกบันทึก  ขณะที่พายุระดับ 5 อีกลูกของโลกในปี 2569 ก่อนหน้านี้ คือ “ไซโคลนโฮราซิโอ” ซึ่งทวีกำลังสูงสุดด้วยความเร็วลม 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหนือน่านน้ำอุ่นของมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ที่ห่างไกล เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพายุดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่บนบกแต่อย่างใด

สำหรับค่าเฉลี่ยจำนวนพายุระดับ 5 ทั่วโลกในช่วงปี 2533-2568 อยู่ที่ประมาณ 5.3 ลูกต่อปี ขณะที่ในปี 2568 มีพายุระดับ 5 เกิดขึ้นทั้งหมด 5 ลูก ได้แก่ เฮอริเคน “เมลิสซา”, “เอริน” และ “ฮัมเบอร์โต” ในมหาสมุทรแอตแลนติก ไต้ฝุ่น “รากาซา” ในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ และไซโคลน “เออร์รอล” ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้

ทั้งนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า จำนวนพายุระดับ 5 ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่มีการใช้ข้อมูลดาวเทียมที่มีความแม่นยำในปี 2525 โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติสูงถึงระดับความเชื่อมั่น 99.5% ขณะที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้สัดส่วนของพายุหมุนเขตร้อนที่มีความรุนแรงระดับ 4 และ 5 เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

 

ที่มา: JMA

ภาพ: NOA/RAMMB/Colorado State University

ที่มาข้อมูล : JMA

ที่มารูปภาพ : NOA/RAMMB/Colorado State University