
คำเตือน: มีสปอยเลอร์ Stranger Things ซีซัน 5
หลังจากปล่อยให้คนดูตั้งคำถามกันมาหลายปี ในที่สุด Stranger Things ซีซัน 5 ภาคหลัง ก็จัดหนักเฉลยทุกอย่างเกี่ยวกับ Upside Down แบบชัดเจนและตรงไปตรงมา ใครที่เคยคิดว่านี่คือโลกคู่ขนานหรืออีกมิติหนึ่ง บอกเลยว่าต้องคิดใหม่ เพราะความจริงมันซับซ้อนและน่ากลัวกว่านั้นเยอะ
Upside Down ไม่ใช่อีกโลก แต่มันคือสะพานเชื่อม
ดัสตินเป็นคนสรุปคำตอบที่แฟน ๆ รอคอยมานานว่า Upside Down คือรูหนอนซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อม 2 โลกเข้าด้วยกัน โดยฝั่งหนึ่งคือโลกจริงของฮอว์กินส์ อีกฝั่งคือดินแดนต้นกำเนิดของเหล่าสัตว์ประหลาดและเดโมกอร์กอน ดินแดนฝั่งนั้นเคยถูกเรียกว่า Dimension X แต่ตอนนี้ดัสตินตั้งชื่อใหม่ให้ว่า The Abyss พูดง่าย ๆ คือ Upside Down ไม่ใช่บ้านของสัตว์ประหลาดแต่มันคือทางผ่านที่พวกมันใช้เดินทางเข้ามาในโลกมนุษย์
Upside Down เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1983
อีกความจริงที่หลายคนอาจไม่ทันคิดคือ Upside Down ไม่ได้มีอยู่มาตลอด มันเพิ่งถือกำเนิดขึ้นในคืนวันที่ 6 พฤศจิกายน 1983 คืนเดียวกับที่วิลหายตัวไป คืนนั้น อีเลเว่น ถูก ดร.เบรนเนอร์ สั่งให้ใช้พลังจิตค้นหาเฮนรี่ ครีล (เว็คนา) โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเขาถูกส่งไปอยู่อีกโลกหนึ่งตั้งแต่ปีก่อนแล้ว
เมื่อจิตของอีเลเว่นแตะไปถึงดินแดนนั้น เธอได้เผลอเปิดรอยแยกระหว่างสองโลก และสร้าง Upside Down ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Upside Down

ภาพจาก : Netflix
ทำไม Upside Down ถึงเหมือนฮอว์กินส์และเวลาหยุดนิ่ง?
Upside Down ถูกแช่แข็งเวลาเอาไว้ตั้งแต่วินาทีที่มันถือกำเนิด นี่คือเหตุผลที่แนนซี่เคยค้นพบว่า ทุกอย่างใน Upside Down ยังอยู่ในสภาพปี 1983 มันจึงกลายเป็นโลกผสมประหลาด ๆ โครงสร้างหน้าตาเหมือนฮอว์กินส์ แต่ถูกกลืนกินด้วยเถาวัลย์ สัตว์ประหลาด และอิทธิพลจาก The Abyss เว็คนาและกองทัพอสูรทั้งหมดใช้ Upside Down เป็นสะพานในการข้ามไปมาระหว่างสองโลก รวมถึงใช้เป็นที่หลบซ่อนจากพลังของอีเลเว่นหลังเหตุการณ์ซีซัน 4 ด้วย
สรุปข่าว
คำเตือน: มีสปอยเลอร์ Stranger Things ซีซัน 5
หลังจากปล่อยให้คนดูตั้งคำถามกันมาหลายปี ในที่สุด Stranger Things ซีซัน 5 ภาคหลัง ก็จัดหนักเฉลยทุกอย่างเกี่ยวกับ Upside Down แบบชัดเจนและตรงไปตรงมา ใครที่เคยคิดว่านี่คือโลกคู่ขนานหรืออีกมิติหนึ่ง บอกเลยว่าต้องคิดใหม่ เพราะความจริงมันซับซ้อนและน่ากลัวกว่านั้นเยอะ
Upside Down ไม่ใช่อีกโลก แต่มันคือสะพานเชื่อม
ดัสตินเป็นคนสรุปคำตอบที่แฟน ๆ รอคอยมานานว่า Upside Down คือรูหนอนซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อม 2 โลกเข้าด้วยกัน โดยฝั่งหนึ่งคือโลกจริงของฮอว์กินส์ อีกฝั่งคือดินแดนต้นกำเนิดของเหล่าสัตว์ประหลาดและเดโมกอร์กอน ดินแดนฝั่งนั้นเคยถูกเรียกว่า Dimension X แต่ตอนนี้ดัสตินตั้งชื่อใหม่ให้ว่า The Abyss พูดง่าย ๆ คือ Upside Down ไม่ใช่บ้านของสัตว์ประหลาดแต่มันคือทางผ่านที่พวกมันใช้เดินทางเข้ามาในโลกมนุษย์
Upside Down เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1983
อีกความจริงที่หลายคนอาจไม่ทันคิดคือ Upside Down ไม่ได้มีอยู่มาตลอด มันเพิ่งถือกำเนิดขึ้นในคืนวันที่ 6 พฤศจิกายน 1983 คืนเดียวกับที่วิลหายตัวไป คืนนั้น อีเลเว่น ถูก ดร.เบรนเนอร์ สั่งให้ใช้พลังจิตค้นหาเฮนรี่ ครีล (เว็คนา) โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเขาถูกส่งไปอยู่อีกโลกหนึ่งตั้งแต่ปีก่อนแล้ว
เมื่อจิตของอีเลเว่นแตะไปถึงดินแดนนั้น เธอได้เผลอเปิดรอยแยกระหว่างสองโลก และสร้าง Upside Down ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Upside Down

ภาพจาก : Netflix
ทำไม Upside Down ถึงเหมือนฮอว์กินส์และเวลาหยุดนิ่ง?
Upside Down ถูกแช่แข็งเวลาเอาไว้ตั้งแต่วินาทีที่มันถือกำเนิด นี่คือเหตุผลที่แนนซี่เคยค้นพบว่า ทุกอย่างใน Upside Down ยังอยู่ในสภาพปี 1983 มันจึงกลายเป็นโลกผสมประหลาด ๆ โครงสร้างหน้าตาเหมือนฮอว์กินส์ แต่ถูกกลืนกินด้วยเถาวัลย์ สัตว์ประหลาด และอิทธิพลจาก The Abyss เว็คนาและกองทัพอสูรทั้งหมดใช้ Upside Down เป็นสะพานในการข้ามไปมาระหว่างสองโลก รวมถึงใช้เป็นที่หลบซ่อนจากพลังของอีเลเว่นหลังเหตุการณ์ซีซัน 4 ด้วย
กำแพงลึกลับรอบ Upside Down คืออะไร?
ช่วงต้นซีซัน 5 จะเห็นกำแพงวงกลมขนาดยักษ์ล้อมรอบ Upside Down เอาไว้ ตอนแรกดัสตินคิดว่านี่คือโล่พลังมืดของเว็คนา แต่ความจริงคือมันไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ กำแพงนั้นคือผิวด้านนอกของรูหนอนและที่สำคัญคือ อีกฝั่งของมันไม่มีอะไรเลยไม่มีโลก ไม่มีอากาศ ไม่มีชีวิต มีแค่ความว่างเปล่าซึ่งดัสตินสรุปสั้น ๆ ว่าเข้าไปก็มีแต่ตาย
ตามทฤษฎีรูหนอนแบบนี้ควรพังทลายไปตั้งแต่แรก แต่ Upside Down กลับอยู่มาได้หลายปีเพราะ ดร.เบรนเนอร์ เขาใช้สิ่งที่เรียกว่า สสารแปลกประหลาดสร้างแหล่งพลังงานมาค้ำจุนโครงสร้างของรูหนอนเอาไว้ สรุปง่าย ๆ คือ อีเลเว่น เป็นคนสร้าง Upside Down โดยไม่ตั้งใจ ดร.เบรนเนอร์เป็นคนทำให้มันอยู่รอด แน่นอนว่า ขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเด็ก ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว

ภาพจาก : Netflix
ความชั่วร้ายที่แท้จริง อาจไม่ใช่สัตว์ประหลาด
ซีซัน 5 ยังตอกย้ำธีมสำคัญของเรื่องผ่านตัวละครอย่างคาลีและการทดลองของดร.เคย์ การดูดเลือดแล้วฉีดให้หญิงตั้งครรภ์และสร้างเด็กที่มีพลังพิเศษ ซ้ำรอยสิ่งที่ ดร.เบรนเนอร์เคยทำ เว็คนาเองก็เป็นผลผลิตของวงจรนี้เช่นเดียวกับอีเลเว่น ทำให้เรื่องนี้เริ่มชัดขึ้นว่าภัยร้ายที่สุดใน Stranger Things อาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจากอีกโลกแต่คือมนุษย์ที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อสร้างอาวุธ
Upside Down ต้องถูกทำลายจริงไหม?
คำตอบของกลุ่มเด็กฮอว์กินส์คือ ใช่ ถ้า Upside Down ยังอยู่ สัตว์ประหลาดจาก The Abyss ก็จะยังมีทางกลับมาเสมอทางเดียวที่จะหยุดวงจรนี้ได้คือการทำลายมันให้สิ้นซากแต่ราคาที่ต้องจ่ายอาจสูงมาก คาลีเชื่อว่าอาจต้องมีใครสักคนอยู่ข้างในตอนที่มันถูกทำลาย เพื่อให้พลังเปิดประตูหายไปตลอดกาลและแน่นอนว่าชื่อของอีเลเว่นก็คือสิ่งที่ทุกคนกลัวว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย
Stranger Things ซีซัน 5 ทำให้เราเข้าใจ Upside Down แบบหมดจด มันไม่ใช่โลกแฟนตาซีแต่มันคือสะพานสู่บางสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า และสุดท้ายซีรีส์ก็ทิ้งคำถามไว้ให้คนดูคิดต่อว่าใครกันแน่คือตัวประหลาดที่แท้จริงในเรื่องนี้ สัตว์จากอีกโลกหรือสิ่งที่มนุษย์ที่สร้างมันขึ้นมาเอง
- เตรียมชม Stranger Things พาร์ทสุดท้าย อวสานโลกกลับด้าน
- จับตาดีลยักษ์ หรือดีลล่ม ? "Netflix" ซื้อ "Warner Bros." เสี่ยงผิดกฎหมายผูกขาดตลาด "ทรัมป์" กระโดดลงมาดูเอง
- เตรียมพร้อมก่อนดู Stranger Things Season 5
- Netflix ทุ่ม 200 ล้านดอลลาร์ หนุนไทยขึ้นแท่นฮับคอนเทนต์เอเชีย
- “Squid Game” ฟีเวอร์ หนุน "Netflix" รับทรัพย์ โกยกำไร 3,100 ล้านดอสสาร์สหรัฐฯ สูงเกินคาด
ที่มาข้อมูล : collider,nerdist
ที่มารูปภาพ : Netflix

