
กระแส #แบนหงสาวดี พุ่งติดเทรนด์ หลังซีรีส์ฟอร์มยักษ์ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความคล้ายกับผลงานการ์ตูน จนช่องวัน 31 ต้องออกมาชี้แจงด่วน
จุดเริ่มต้นของดราม่า
เรื่องราวเริ่มจากฝั่งนักวาดการ์ตูนและแฟนคลับออกมาตั้งข้อสังเกตว่าซีรีส์หงสาวดี มีพล็อตเรื่องที่คล้ายคลึงกับการ์ตูน "อโยธยาเอยาวดี" โดยเฉพาะการตีความความสัมพันธ์ระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาในมุมมองใหม่
จากข้อมูลฝั่งนักวาดชี้แจงว่าเดิมทีมีนักเขียนบทติดต่อเข้ามาขอซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูน ซึ่งได้มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นแล้ว แต่หลังจากนั้นกลับมีการยุติการเจรจาโดยให้เหตุผลว่าต้นฉบับมีความล่อแหลมเกินไปจึงไม่ต้องการให้ชื่อผลงานหรือชื่อนักวาดถูกเชื่อมโยง
อย่างไรก็ตามมีการเสนอทางเลือกให้กับนักวาด 2 แบบ คือ เซ็นสัญญาแต่จะไม่มีการให้เครดิตหรือเชื่อมโยงถึงต้นฉบับ หรือยุติทุกอย่างซึ่งฝ่ายผู้สร้างจะยังเดินหน้าทำโปรเจกต์ต่อ สุดท้ายนักวาดเลือกยุติการเจรจาและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อจากนั้น
ประเด็นที่ยิ่งทำให้ดราม่าลุกลาม คือเรื่องเอกสารค่าใช้จ่าย ที่เดิมแจ้งว่าเป็นค่าเดินทาง แต่ภายหลังกลับถูกระบุเป็นค่าที่ปรึกษาทำให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยมองว่านี่คือการเอาเปรียบทางทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โดยอาศัยช่องว่างของการ ตีความใหม่เพื่อเลี่ยงการให้เครดิตเจ้าของไอเดียดั้งเดิม
สรุปข่าว
กระแส #แบนหงสาวดี พุ่งติดเทรนด์ หลังซีรีส์ฟอร์มยักษ์ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความคล้ายกับผลงานการ์ตูน จนช่องวัน 31 ต้องออกมาชี้แจงด่วน
จุดเริ่มต้นของดราม่า
เรื่องราวเริ่มจากฝั่งนักวาดการ์ตูนและแฟนคลับออกมาตั้งข้อสังเกตว่าซีรีส์หงสาวดี มีพล็อตเรื่องที่คล้ายคลึงกับการ์ตูน "อโยธยาเอยาวดี" โดยเฉพาะการตีความความสัมพันธ์ระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาในมุมมองใหม่
จากข้อมูลฝั่งนักวาดชี้แจงว่าเดิมทีมีนักเขียนบทติดต่อเข้ามาขอซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูน ซึ่งได้มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นแล้ว แต่หลังจากนั้นกลับมีการยุติการเจรจาโดยให้เหตุผลว่าต้นฉบับมีความล่อแหลมเกินไปจึงไม่ต้องการให้ชื่อผลงานหรือชื่อนักวาดถูกเชื่อมโยง
อย่างไรก็ตามมีการเสนอทางเลือกให้กับนักวาด 2 แบบ คือ เซ็นสัญญาแต่จะไม่มีการให้เครดิตหรือเชื่อมโยงถึงต้นฉบับ หรือยุติทุกอย่างซึ่งฝ่ายผู้สร้างจะยังเดินหน้าทำโปรเจกต์ต่อ สุดท้ายนักวาดเลือกยุติการเจรจาและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อจากนั้น
ประเด็นที่ยิ่งทำให้ดราม่าลุกลาม คือเรื่องเอกสารค่าใช้จ่าย ที่เดิมแจ้งว่าเป็นค่าเดินทาง แต่ภายหลังกลับถูกระบุเป็นค่าที่ปรึกษาทำให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยมองว่านี่คือการเอาเปรียบทางทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โดยอาศัยช่องว่างของการ ตีความใหม่เพื่อเลี่ยงการให้เครดิตเจ้าของไอเดียดั้งเดิม
ช่องวัน 31 แถลง "เราตีความจากประวัติศาสตร์"
ทางด้านช่องวัน 31 ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงในมุมของฝั่งผู้ผลิต โดยชี้แจงว่าทีมเขียนบทตั้งใจจะเล่าเรื่องราวต่อจากซีรีส์ "แม่หยัว" โดยตั้งใจจะถ่ายทอดเรื่องราวในสมัยอยุธยาต่อจึงได้นำเสนอเรื่องของพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา โดยเน้นไปที่ความสัมพันธ์แบบ Human Drama ระหว่างสองพระองค์ที่มีความผูกพันกันมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ที่หงสาวดี ซึ่งเป็นการตีความจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ยอมรับว่าเคยคุยกับนักวาดจริง ทีมงานพบว่าการตีความบางส่วนไปคล้ายกับการ์ตูน "อโยธยาเอยาวดี" จึงได้ติดต่อเพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต แม้จะไม่ได้ผลิตตามเนื้อเรื่องของการ์ตูนก็ตาม
หลังจากพูดคุยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าแนวทางเนื้อหาแตกต่างกัน การ์ตูนนำเสนอรูปแบบสมมติในโลกคู่ขนานแบบแนวชายรักชาย ส่วนซีรีส์อ้างอิงบุคคลจริงตามประวัติศาสตร์และอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม จึงไม่ได้มีการใช้ชื่อและเนื้อเรื่องตามการ์ตูน จึงตกลงกันได้ว่าไม่ต้องมีการซื้อขายลิขสิทธิ์การเจรจาจึงยุติและได้มีการชดเชยค่าเสียเวลาให้เรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่าการพูดคุยเป็นไปอย่างสุภาพและโปร่งใส จบด้วยความเข้าใจที่ดีต่อกัน
ที่มาข้อมูล : ช่องวัน 31
ที่มารูปภาพ : ช่องวัน 31

