สธ. มั่นใจไทยรักษา HIV มีประสิทธิภาพสูง คนติด 5 แสน อยู่ในระบบรักษาถึง 4 แสน

Share on Line Share on Facebook Share on X
สธ. มั่นใจไทยรักษา HIV มีประสิทธิภาพสูง คนติด 5 แสน อยู่ในระบบรักษาถึง 4 แสน

นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  (6 กรกฎาคม 2568)  ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่สะสม ตั้งแต่ปี 2529 ทั้งหมดประมาณ 5.4 แสนคน โดยในจำนวนนี้ มากกว่า 4 แสนคนเข้าสู่ระบบการรักษาและได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง สามารถกดปริมาณไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบ (Undetectable) และไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่นได้ (Untransmittable) หรือที่เรียกว่า U=U

สรุปข่าว

กรมควบคุมโรคเผย ระบบสาธารณสุขไทยมีความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้มีคุณภาพชีวิตดี จนมีอายุยืนยาวและไม่ถ่ายทอดเชื้อ ควบคู่การป้องกันการติดเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสาธารณสุขไทยมีความพร้อมในการดูแลรักษาเอชไอวี ในแต่ละปีมีจำนวนคนเข้าสู่กระบวนการรักษาเอชไอวีมากกว่าปีละ 2 หมื่นราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นเยาวชน และวัยทำงานโดยติดจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน จึงยังคงเน้นย้ำการใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย เข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  (6 กรกฎาคม 2568)  ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่สะสม ตั้งแต่ปี 2529 ทั้งหมดประมาณ 5.4 แสนคน โดยในจำนวนนี้ มากกว่า 4 แสนคนเข้าสู่ระบบการรักษาและได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง สามารถกดปริมาณไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบ (Undetectable) และไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่นได้ (Untransmittable) หรือที่เรียกว่า U=U

ที่สำคัญผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยกว่า 3 แสนคน ติดเชื้อมานานเกิน 10 ปี และอีกหลายหมื่นคนที่อยู่กับเชื้อมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ยังพบผู้ที่อายุยืนยาวโดยอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีมานานเกิน 30 ปีอีกด้วย แม้จะติดเชื้อมานานแต่ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งสะท้อนชัดว่าระบบบริการด้านสุขภาพของไทยสามารถดูแลผู้ติดเชื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนได้จริง ซึ่งครอบคลุมถึงการเข้าถึงยา การติดตามอาการ และบริการดูแลสุขภาพในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

ระบบการรักษาเอชไอวีของประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัยเร็ว การเข้าถึงยาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การป้องกันการติดเชื้อยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ประชาชนสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ กับทุกคน ทุกช่องทาง และยังมีทางเลือกในการป้องกันโดยการรับยาเพร็พ PrEP (ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ) และยาเป๊ป PEP (ยาป้องกันหลังเสี่ยงสัมผัสเชื้อ) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง

ประเทศไทยไม่เพียงดูแลผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีได้ดีเท่านั้น แต่ยังผลักดันผู้ให้บริการในสถานบริการสุขภาพทุกแห่ง ลดการกีดกัน ไม่แบ่งแยกผู้ใช้บริการหรือเลือกปฏิบัติ เพราะทุกคนเป็นคนเท่ากัน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี กล้าเข้าสู่ระบบการรักษา และคงอยู่ในระบบต่อไป นำไปสู่การลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ลดการเสียชีวิตจากเอดส์ได้ นอกจากนี้เร่งส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองเอชไอวีเพื่อรู้สถานะ และป้องกันอย่างถูกวิธี

sticky-bar-top