
นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธาน ศูนย์ความเป็นเลิศการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข ที่ปรึกษา วิทยาลัยการแพทย์ แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ให้วมรู้ทางการแพทย์ผ่านเพจ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha โดยระบุว่า
การร้องเพลงไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่เป็น "เครื่องมือดูแลสุขภาพแบบองค์รวม" ที่เรามักมองข้ามไป
สรุปข่าว
นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธาน ศูนย์ความเป็นเลิศการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข ที่ปรึกษา วิทยาลัยการแพทย์ แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ให้วมรู้ทางการแพทย์ผ่านเพจ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha โดยระบุว่า
การร้องเพลงไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่เป็น "เครื่องมือดูแลสุขภาพแบบองค์รวม" ที่เรามักมองข้ามไป
การร้องเพลงถึงส่งผลต่อร่างกายได้
1. พลังของ sIgA: ปราการด่านหน้า
Secretory Immunoglobulin A (sIgA) คือแอนติบอดีที่พบมากในน้ำลายและเยื่อบุต่าง ๆ หน้าที่ของมันคือดักจับเชื้อโรคก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด การที่การร้องเพลงไปเพิ่มค่านี้ได้สูงถึง 150-240% (อ้างอิงจากงานวิจัยของ University of Frankfurt) หมายความว่าเรากำลังสร้าง "เกราะป้องกัน" ชั้นดีให้กับระบบทางเดินหายใจนั่นเอง
2. วิทยาศาสตร์เบื้องหลังเสียงเพลง
ทำไมแค่ร้องเพลงถึงเปลี่ยนเคมีในร่างกายได้?
• การลด Cortisol: การร้องเพลงช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการหลักที่คอยกดภูมิคุ้มกันของเรา
• Vagus Nerve Stimulation: การสั่นสะเทือนของเส้นเสียงไปกระตุ้น เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งเชื่อมต่อกับอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมด "พักผ่อนและย่อยอาหาร" (Parasympathetic Mode)
• Endorphins & Oxytocin: ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขและสารแห่งความผูกพันออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความมั่นใจมากขึ้น
ไม่จำเป็นต้องร้องให้เพราะระดับนักร้องอาชีพงานวิจัยยืนยันว่า "การมีส่วนร่วมและความตั้งใจ" (Active Participation) สำคัญกว่าคุณภาพของเสียง
ดังนั้น การร้องเพลงในห้องน้ำ หรือร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ก็ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน
งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาด้าน Music Psychology และ Psychoneuroimmunology
โดยชิ้นที่โดดเด่นและตรงกับตัวเลขมากที่สุดคืองานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนี
1. งานวิจัยหลัก: University of Frankfurt (Germany)
งานวิจัยนี้ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเรื่อง sIgAโดยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Behavioral Medicine
• หัวข้อวิจัย: Receptive and Active Therapeutic Interventions with Music to Enhance the Salivary Immunoglobulin A
• วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างน้ำลายจากสมาชิกคณะนักร้องประสานเสียงก่อนและหลังการซ้อมร้องเพลง (Rehearsal) นาน 60 นาที
• ผลการทดลอง: พบว่าระดับของ sIgA (Secretory Immunoglobulin A) และ Cortisol มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ sIgA ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มที่ร้องเพลง (Active singing) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่นั่งฟังเฉย ๆ
• ลิงก์อ้างอิง: PubMed - PMID: 15132155
2. งานวิจัยจาก Tenovus Cancer Care และ Royal College of Music (UK)
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาผลของการร้องเพลงต่อระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในเรื่องของสารเคมีในร่างกาย
• หัวข้อวิจัย: Singing promotes resilience and immune self-repair: Determinants of salivary cytokines and cortisol
• ตีพิมพ์ใน: วารสาร eCancerMedicalScience(2016)
• ผลการทดลอง: การร้องเพลงเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มระดับของ Cytokines (สารสื่อประสาทในระบบภูมิคุ้มกัน) ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยได้ดีขึ้น
3. งานวิจัยเกี่ยวกับระดับ Oxygen และการหายใจ
นอกเหนือจากสารเคมี ยังมีการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพ (Physiological) โดยเฉพาะจากสถาบันทางเดินหายใจ
• หัวข้อวิจัย: Effects of singing on lung function and quality of life
• สาระสำคัญ: การร้องเพลงต้องใช้การหายใจแบบ Diaphragmatic Breathing (การหายใจด้วยกระบังลม) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอด และส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ที่ควบคุมภูมิคุ้มกัน
สรุป
ตัวแปร (Marker) สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อร้องเพลง
sIgA เพิ่มขึ้น (ป้องกันเชื้อโรคที่เยื่อบุผิว)
Cortisol ลดลง (ลดความเครียดที่กดภูมิคุ้มกัน)
Beta-endorphins เพิ่มขึ้น (ระงับปวดและสร้างความสุข)
Oxytocin เพิ่มขึ้น (สร้างความรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย)
ว่าแล้ว หมอ ต้องเริ่มหัดร้องเพลงในห้องน้ำแล้ว
ที่มาข้อมูล : ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha
ที่มารูปภาพ : CANVA

