
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (9 เมษายน 2569) กล่าวว่า สถานการณ์การจมน้ำของประเทศไทย จากข้อมูลการเสียชีวิตจากการจมน้ำของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2559 – 2568) พบว่าในเดือนเมษายนมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 334 ราย หรือวันละกว่า 11 ราย ขณะที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน มีผู้เสียชีวิตรวม 45 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 15 ราย สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.5 เท่า และข้อมูลจากระบบรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ (Drowning Report)
ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2568 พบว่า สาเหตุการจมน้ำในช่วงสงกรานต์เกิดจากการเล่นน้ำมากที่สุดถึงร้อยละ 60.0 โดยแหล่งน้ำที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และเกือบทั้งหมดของผู้ประสบเหตุไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ขาดความรู้และทักษะความปลอดภัยทางน้ำ รวมถึงการช่วยเหลือคนตกน้ำ จมน้ำที่ถูกต้อง ซึ่งหลังเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 58.3 ขณะที่อีกร้อยละ 24.3 ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นอกจากนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ (Injury Surveillance) ยังพบว่าผู้บาดเจ็บรุนแรงจากการจมน้ำ มีการดื่มแอลกอฮอล์สูงถึงร้อยละ 25.0 ซึ่งมากกว่าช่วงปกติถึง 1.8 เท่า
สรุปข่าว
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (9 เมษายน 2569) กล่าวว่า สถานการณ์การจมน้ำของประเทศไทย จากข้อมูลการเสียชีวิตจากการจมน้ำของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2559 – 2568) พบว่าในเดือนเมษายนมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 334 ราย หรือวันละกว่า 11 ราย ขณะที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน มีผู้เสียชีวิตรวม 45 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 15 ราย สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.5 เท่า และข้อมูลจากระบบรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ (Drowning Report)
ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2568 พบว่า สาเหตุการจมน้ำในช่วงสงกรานต์เกิดจากการเล่นน้ำมากที่สุดถึงร้อยละ 60.0 โดยแหล่งน้ำที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และเกือบทั้งหมดของผู้ประสบเหตุไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ขาดความรู้และทักษะความปลอดภัยทางน้ำ รวมถึงการช่วยเหลือคนตกน้ำ จมน้ำที่ถูกต้อง ซึ่งหลังเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 58.3 ขณะที่อีกร้อยละ 24.3 ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นอกจากนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ (Injury Surveillance) ยังพบว่าผู้บาดเจ็บรุนแรงจากการจมน้ำ มีการดื่มแอลกอฮอล์สูงถึงร้อยละ 25.0 ซึ่งมากกว่าช่วงปกติถึง 1.8 เท่า
นายแพทย์มณเฑียร กล่าวต่อว่า ด้านข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในช่วงสงกรานต์มีผู้บาดเจ็บจากการจมน้ำเข้ารับการรักษาเฉลี่ย 78 รายต่อปี หรือวันละ 26 ราย สูงกว่าปกติเกือบ 2 เท่า โดยเฉพาะผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่า เพื่อป้องกันการสูญเสีย กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนยึดหลัก “ชูชีพ-กฎ-งดดื่ม” ได้แก่
1.สวมเสื้อชูชีพทุกครั้ง เมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ
2.ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยทางน้ำอย่างเคร่งครัด (เช่น เล่นน้ำในบริเวณที่กำหนด ไม่ลงไปตรงจุดเสี่ยง ไม่เล่นน้ำบริเวณที่มีธงแดง/คลื่นลมแรง/ป้ายเตือน ไม่เล่นน้ำตามลำพัง ไม่กระโดดลงน้ำ)
3.หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนหรือระหว่างทำกิจกรรมทางน้ำหรือเมื่ออยู่ใกล้แหล่งน้ำ พร้อมเน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมทางน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการอย่างใกล้ชิด สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการจมน้ำและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
- "อนุทิน" ขอบคุณคนไทยร่วมประหยัดน้ำมัน ยอดใช้ดีเซลลดฮวบ ดันสต็อกพุ่งเกิน 100 วัน กำหนดเวลาเปิด-ปิด ปั๊ม ยังไม่เคาะ
- สงกรานต์ ระวังโรคไข้แดด อยู่กลางแดดนานๆ ร่างกายสะสมความร้อน
- ดินสอพองปลอม อันตราย หน้าแหก ปอดพัง อย.แนะอ่านฉลากให้ดีก่อนซื้อ
- สงกรานต์ เล่นน้ำเย็นจัด ปล่อยตัวเปียกนาน ระวัง "ภาวะตัวเย็นเกิน"
- วิกฤตน้ำมัน! โพลชี้คนไทยอ่วม สงกรานต์งดรื่นเริง-เดินทางไกล
ที่มาข้อมูล : กองป้องกันการบาดเจ็บ/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
ที่มารูปภาพ : CANVA
นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ
