
ประเทศไทยสามารถยกระดับความเชื่อมั่นและอิทธิพลในเวทีโลกได้อย่างน่าสนใจในปี 2026 โดยครองอันดับที่ 38 ของโลก จากทั้งหมด 193 ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ด้วยคะแนน 45.0 เต็ม 100 ซึ่งเป็นการขยับขึ้นหนึ่งอันดับจากปี 2025 ในระดับภูมิภาคอาเซียน ไทยยังคงรักษาตำแหน่งมหาอำนาจซอฟต์พาวเวอร์อันดับ 3 อย่างมั่นคง ตามหลังสิงคโปร์ (อันดับ 21) และมาเลเซีย (อันดับ 35) อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของไทยคือความสามารถในการสร้างความคุ้นเคยผ่านประสบการณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในด้านอาหารและความสนุกสนาน (Food and Fun) ซึ่งทั้งสองสาขาติดอันดับ 7 ของโลก สะท้อนถึงประสิทธิภาพของซอฟต์พาวเวอร์ไทยที่เกิดจากวิถีชีวิตและประสบการณ์จริงมากกว่าการสื่อสารเพียงด้านเดียว ท่ามกลางภาวะการถดถอยของความเชื่อมั่นในชาติตะวันตก ไทยและจีนกลับเป็นกลุ่มประเทศที่สามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตและความน่าเชื่อถือในภาคธุรกิจที่เป็นรูปธรรม
เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาคอาเซียน การจัดอันดับปี 2026 แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในการสร้างอิทธิพลและการดึงดูดการลงทุนผ่านภาพลักษณ์ของประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย เป็นสามประเทศหลักที่สามารถรักษาตำแหน่งในกลุ่มผู้นำซอฟต์พาวเวอร์ของภูมิภาคไว้ได้ โดยแต่ละประเทศมีกลยุทธ์และจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
สิงคโปร์ ยังคงเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนและครองอันดับ 21 ของโลก โดยจุดแข็งหลักอยู่ที่ธรรมาภิบาลและความเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือ สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความง่ายในการทำธุรกิจอันดับ 4 ของโลก และอันดับ 9 ในด้านศักยภาพการเติบโตในอนาคต ความมั่นคงและความโปร่งใสเหล่านี้ทำให้สิงคโปร์เป็นฐานที่มั่นสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและนวัตกรรม

มาเลเซีย ประสบความสำเร็จในการขยับขึ้นสู่อันดับที่ 35 ของโลก ด้วยคะแนน 45.8 โดยได้รับการยอมรับในเรื่องความเปิดกว้างและการเข้าถึงได้ง่าย (Openness and Accessibility) มาเลเซียโดดเด่นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีและการเปิดกว้างทางสังคม (Tolerance and Inclusivity) ซึ่งทำให้อันดับขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สรุปข่าว
ประเทศไทยสามารถยกระดับความเชื่อมั่นและอิทธิพลในเวทีโลกได้อย่างน่าสนใจในปี 2026 โดยครองอันดับที่ 38 ของโลก จากทั้งหมด 193 ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ด้วยคะแนน 45.0 เต็ม 100 ซึ่งเป็นการขยับขึ้นหนึ่งอันดับจากปี 2025 ในระดับภูมิภาคอาเซียน ไทยยังคงรักษาตำแหน่งมหาอำนาจซอฟต์พาวเวอร์อันดับ 3 อย่างมั่นคง ตามหลังสิงคโปร์ (อันดับ 21) และมาเลเซีย (อันดับ 35) อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของไทยคือความสามารถในการสร้างความคุ้นเคยผ่านประสบการณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในด้านอาหารและความสนุกสนาน (Food and Fun) ซึ่งทั้งสองสาขาติดอันดับ 7 ของโลก สะท้อนถึงประสิทธิภาพของซอฟต์พาวเวอร์ไทยที่เกิดจากวิถีชีวิตและประสบการณ์จริงมากกว่าการสื่อสารเพียงด้านเดียว ท่ามกลางภาวะการถดถอยของความเชื่อมั่นในชาติตะวันตก ไทยและจีนกลับเป็นกลุ่มประเทศที่สามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตและความน่าเชื่อถือในภาคธุรกิจที่เป็นรูปธรรม
เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาคอาเซียน การจัดอันดับปี 2026 แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในการสร้างอิทธิพลและการดึงดูดการลงทุนผ่านภาพลักษณ์ของประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย เป็นสามประเทศหลักที่สามารถรักษาตำแหน่งในกลุ่มผู้นำซอฟต์พาวเวอร์ของภูมิภาคไว้ได้ โดยแต่ละประเทศมีกลยุทธ์และจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
สิงคโปร์ ยังคงเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนและครองอันดับ 21 ของโลก โดยจุดแข็งหลักอยู่ที่ธรรมาภิบาลและความเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือ สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความง่ายในการทำธุรกิจอันดับ 4 ของโลก และอันดับ 9 ในด้านศักยภาพการเติบโตในอนาคต ความมั่นคงและความโปร่งใสเหล่านี้ทำให้สิงคโปร์เป็นฐานที่มั่นสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและนวัตกรรม

มาเลเซีย ประสบความสำเร็จในการขยับขึ้นสู่อันดับที่ 35 ของโลก ด้วยคะแนน 45.8 โดยได้รับการยอมรับในเรื่องความเปิดกว้างและการเข้าถึงได้ง่าย (Openness and Accessibility) มาเลเซียโดดเด่นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีและการเปิดกว้างทางสังคม (Tolerance and Inclusivity) ซึ่งทำให้อันดับขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับประเทศไทย การรักษาอันดับ 38 ของโลกและอันดับ 3 ของอาเซียน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของต้นทุนทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นอิทธิพลที่คนทั่วโลกสัมผัสได้จริง โดยเฉพาะในมิติของประสบการณ์ทางอ้อมที่คนทั่วโลกมีต่อประเทศไทย
ความโดดเด่นของประเทศไทยในเวทีซอฟต์พาวเวอร์ปี 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการโฆษณาชวนเชื่อ แต่เกิดจาก "ประสบการณ์ตรง" ที่ประชากรโลกมีต่อประเทศไทย ดัชนีระบุว่าไทยอยู่อันดับ 7 ของโลกในด้าน "อาหารที่โลกหลงรัก" (Food the world loves) และอันดับ 7 ในด้าน "ความสนุกสนาน" (Fun) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสามารถในการสร้างความสุขและการเข้าถึงทางวัฒนธรรมเป็นกุญแจสำคัญของอิทธิพลไทย
ในมิติของการท่องเที่ยว ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 12 ของโลกในฐานะสถานที่ที่น่าเยี่ยมชม (Great place to visit) โดยในปีที่ผ่านมาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 33 ล้านคน การจัดงานเทศกาลสำคัญและการอำนวยความสะดวกในการเดินทางมีส่วนช่วยให้ความคุ้นเคยกับแบรนด์ประเทศไทยขยายตัวออกไปในวงกว้างเกินกว่าช่องทางการสื่อสารแบบเดิม
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจของไทยยังมีพัฒนาการที่น่าสนใจ โดยไทยอยู่อันดับที่ 18 ของโลกในด้าน "ความง่ายในการทำธุรกิจ" (Ease of doing business) ซึ่งดีขึ้น 3 อันดับจากปี 2025 และอันดับ 21 ในด้าน "ศักยภาพการเติบโตในอนาคต" (Future growth potential) สะท้อนถึงการรับรู้ของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของไทย
- “ไทย” ติดอันดับ 18 ประเทศน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก
- รัฐบาลปลื้ม! "กรุงเทพฯ" คว้าอันดับ 1 นทท.มาเยือนมากสุด คาดปี 69 เที่ยวบินรวมเพิ่มขึ้น 3%
- สงคราม "ท่องเที่ยว" เดือด "เอเชีย" แย่งนักเดินทาง "SCB" แนะไทยเร่งพลิกเกมชิงเม็ดเงิน
- นักท่องเที่ยวต่างชาติล้นแหล่งเที่ยวทั่วเอเชีย จนคนท้องถิ่นโอดครวญ จากญี่ปุ่น ถึงบาหลี ลามภูเก็ต
- เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทาน "ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์" และงานหัตถกรรม รอบตัดสินระดับประเทศ ประจำปี 2568
ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
