ศิริกัญญา ชี้นโยบายรัฐบาล “เหมือน GPS ไร้ทิศทาง”

Share on Line Share on Facebook Share on X
ศิริกัญญา ชี้นโยบายรัฐบาล “เหมือน GPS ไร้ทิศทาง”

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลคือสัญญาประชาคม จะขับเคลื่อนประเทศ ไปที่จุดหมายใด ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ เปรียบง่ายๆ เหมือนจีพีเอสนำทาง แต่ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง เพราะมองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น ที่มองใกล้ไม่ชัดเพราะนโยบายระยะสั้น นโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียน และที่มองไกลไม่เห็น เพราะอ่านจนจบแล้ว ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง จะเดินหน้าไปสู่อะไร

 ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลาง เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ปัญหาเรื่องซัพพลายช็อกจะอยู่กับเราไปยาวๆ ทำให้คาดการณ์จีดีพีของทุกสำนักที่ประเมินออกมาไม่เกิน 1.5% 

สรุปข่าว

ศิริกัญญา รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้นโยบายของรัฐบาล “ขาดความชัดเจน” เปรียบเหมือนจีพีเอสที่ไม่บอกปลายทาง และมองไม่เห็นทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว วิธีทางแก้ที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤตนี้ก็จะยากขึ้น เพราะจะกระตุ้นมากก็ไม่ได้ ของจะแพงขึ้นไปอีก และสินค้ามีทีท่าว่าจะขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะเยียวยาประชาชนอย่างไร

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลคือสัญญาประชาคม จะขับเคลื่อนประเทศ ไปที่จุดหมายใด ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ เปรียบง่ายๆ เหมือนจีพีเอสนำทาง แต่ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง เพราะมองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น ที่มองใกล้ไม่ชัดเพราะนโยบายระยะสั้น นโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียน และที่มองไกลไม่เห็น เพราะอ่านจนจบแล้ว ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง จะเดินหน้าไปสู่อะไร

 ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลาง เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ปัญหาเรื่องซัพพลายช็อกจะอยู่กับเราไปยาวๆ ทำให้คาดการณ์จีดีพีของทุกสำนักที่ประเมินออกมาไม่เกิน 1.5% 

ส่วนเงินเฟ้อน่าจะพุ่งเกิน 3% ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะโตต่ำ ซึ่งวิธีทางแก้ที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤตนี้ก็จะยากขึ้น เพราะจะกระตุ้นมากก็ไม่ได้ ของจะแพงขึ้นไปอีก และสินค้ามีทีท่าว่าจะขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะเยียวยาประชาชนอย่างไร เพราะยังไม่เห็นนโยบายอะไรนอกจากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งอยู่ในโหมดของทักษะดิจิทัล ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจ

เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาว่ารัฐบาลนี้จะมีมาตรการอะไรออกมาบ้าง ในขณะที่น้ำมันขึ้นแล้ว 2 สัปดาห์ แต่มาตรการเพิ่งออกเมื่อวาน ไม่รู้ว่านายกฯ สั่งวันนี้หรือไม่ ถึงได้ออกมาตรการมาเมื่อวาน ซึ่งน่าแปลกใจว่าอย่างน้อยๆ น่าจะใส่ในคำนโยบายไว้บ้างให้ประชาชนอุ่นใจ แม้จะมีอยู่ก็จริง แต่บรรทัดเดียว ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร แทนที่จะได้มาถกกันว่าระยะเร่งด่วน ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือเพียงพอหรือไม่ มีอะไรที่ต้องทำเพิ่มเติมบ้าง

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเริ่มได้ในเดือน พ.ค. แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส จะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคนจาก 13.4 ล้านคน คำถามคือถ้าต้องคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่สามารถทำได้เสร็จภายในเดือน พ.ค.หรือไม่ 

สิ่งที่เรายังไม่รู้อีกอย่างคือระยะเวลาโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดเจนแล้วคือเงินที่นำมาใช้คือการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณและงบกลาง ซึ่งถ้าจะออก พ.ร.บ.โอนงบฯ 2569 ในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค.จริงหรือไม่ เพราะจะคล้ายๆกับการเกลี่ยก่อนกู้ ตกลงจะกู้จริงๆแล้วหรือไม่ เพราะมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะมีแผนออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยวิธีการนี้สะท้อนปัญหาวิกฤตการคลังที่รัฐบาลเผชิญอยู่ ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงาน ก็มีความเสี่ยงทางด้านการคลังที่ค่อนข้างระดับน้องๆ วิกฤตอยู่แล้ว

ดังนั้นหากคิดจะกู้แสดงว่ากู้เพื่อใช้รายจ่ายประจำของงบประมาณ และหากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจและออกจากวิกฤตให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้จำนวน 5 แสนล้านบาท ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน เพราะเกรงว่าจะมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษี VAT

ส่วนฝั่งรายจ่ายก็กำลังมีปัญหา เพราะงบกลางถูกใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท สมัยแรกๆของรัฐบาลอนุทิน 1 ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็เหลืออีกไม่มาก เท่าที่ได้ไปสืบทราบมาเหลืออยู่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งตอนแถลงนโยบายเดือน ก.ย. 68 ตนเคยพูดถึงโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงิน 44,000 ล้านบาท บวกกับเงินที่ต้องเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 ล้านบาท ใช้เงินในส่วนของงบกลาง ซึ่งต้องสำรองไว้ในยามฉุกเฉินจำเป็น ตอนนี้รัฐบาลต้องหาเงินเพิ่มในการโอนงบ

เงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด 4 เดือนแรกทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน กองทุนประชารัฐ ที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการงบ 69 ตั้งไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท

ที่มาข้อมูล : IQ

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix