สธ. ดัน นับคาร์บ ลดโรคเรื้อรัง พร้อมฝาก รมว.คนใหม่ หนุน อสม.

Share on Line Share on Facebook Share on X
สธ. ดัน นับคาร์บ ลดโรคเรื้อรัง พร้อมฝาก รมว.คนใหม่ หนุน อสม.

วันนี้ (11 กันยายน 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2568 โดยมีผู้บริหารและบุคลากรเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ซึ่งปีนี้มีผลงานวิชาการส่งเข้าประกวดรวมกว่า 5,199 เรื่อง แบ่งเป็นการนำเสนอผลงานแบบวาจา 4,048 เรื่อง และผลงานสิ่งประดิษฐ์ 1,151 เรื่อง สะท้อนถึงความก้าวหน้าและศักยภาพของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทยที่ขับเคลื่อนต่อเนื่อง


นายสมศักดิ์ กล่าวในที่ประชุมว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับ 5 มิติด้านสุขภาพ ได้แก่ 1.การนับคาร์บ ปัจจุบันคนไทยเรียนรู้นับคาร์บ 42 ล้านคน มีคนหายป่วย 3 หมื่นกว่าคน ลดค่าใช้จ่ายจากการหยุดยาและลดยาได้ราว 820 ล้านบาท เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมป้องกันคือหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ต้องขอบคุณบุคลากรช่วยกันจนทำให้โครงการนี้เป็นที่รู้จัก และหวังว่าจะนับคาร์บกันต่อจนครบ 50 ล้านคนตามที่ตั้งใจตั้งแต่แรก หากสำเร็จก็จะขยายไปยังกลุ่มวัยเรียน วัยรุ่น และต่อยอดนโยบายลดโรคNCDs ได้อีกมาก

2.ระบบสุขภาพดิจิทัล โดยขอฝากสานต่อเทเลเมดิซีนของกระทรวงฯ รวมถึงมินิคลินิก เชื่อว่าการใช้เทคโนโลยีจะลดความเหลื่อมล้ำได้มหาศาล ขยายบริการได้มากขึ้น  

3.เรื่องเชิงนโยบายมี 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1แรงงานต่างด้าว ฝากการใช้ไบโอเมตริกซ์ยืนยันตัวตนแรงงานต่างด้าว และเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพที่เหมาะสม จะช่วยให้กระทรวงฯ ไม่ขาดทุนถึง 4-5 พันล้านต่อปี เรื่องที่ 2 การแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต ทราบว่าดำเนินการแล้วและดีใจที่จะได้บูรณาการทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเรื่องยาเสพติด สุขภาพจิตส่งผลกับสังคมเรื่องที่ 3 เรื่องสุดท้ายคือ การทำงานอย่างเป็นหนึ่งอันเดียวกันกับหน่วยงานสุขภาพของไทย ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ทำงานร่วมกับส.ต่างๆ  ทั้ง สปสช. สสส. สช. สวรส. ขอให้ทำใกล้ชิดกันมากขึ้น จับมือร่วมกันทำงาน ตั้งแต่ระดับนโยบาย จนถึงการแบ่งปันความรู้ทรัพยากรที่แต่ละหน่วยมี เชื่อว่าจะทำงานได้สนุกมากขึ้น และได้ผลลัพธ์มากขึ้น”


4.การบริหารจัดการ ขอฝากเรื่องโครงการ PPP เพื่อให้เกิดการลงทุนร่วมกัน จะได้ขยายการบริการสาธารณสุขมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการบางครั้งเราไม่ได้เชี่ยวชาญมาก ก็ควรหาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญมาช่วย รวมถึงเรื่องบำบัดน้ำเสียที่ควรดำเนินการให้คึรบ 100% รวมถึงเรื่องเงินกู้แหล่งงบประมาณภายนอก ขอให้วางแผนระยะยาว และดำเนินการต่อเนื่อง 

และ5.เศรษฐกิจสุขภาพ ตนเชื่อเสมอว่า สธ.มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน ทั้งพืชกระท่อม และกัญชาทางการแพทย์ ต้องทำให้พืชเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันคนไทยต้องปลอดภัย ให้มีการใช้อย่างถูกต้อง และขอฝากเรื่องการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร


นอกจากนี้ยังย้ำว่า การป้องกันโรคผ่านองค์ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารและการนับคาร์บ โดย อสม. และ อสส. มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยนอกกว่า 220 ล้านครั้งต่อปี เกิดจากโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินถึง 3 ใน 4 ของทั้งหมด ซึ่งหากบุคลากรและอาสาสมัครสามารถผลักดันได้ต่อเนื่อง จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่บุคลากรแนวหน้า

สำหรับประเด็นทางการเมือง นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำโจทย์ส่งมอบงานให้รัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมข้อมูลเชิงนโยบายด้านสุขภาพในปีงบประมาณถัดไป ขณะเดียวกันยังติดตามความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ. อสม. ที่ใช้เวลากว่า 14 เดือน ก่อนผ่านความเห็นชอบให้มีบัญชีเงินนอกงบประมาณ เพื่อแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน อสม. และบุคลากรสาธารณสุขที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาของประเทศ

ทั้งนี้ หลังพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ จะไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ ร่าง พ.ร.บ. เงินนอกงบประมาณต่อ โดยย้ำว่าผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุด คือการผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายที่จะสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากรด่านหน้า และเป็นต้นแบบที่แม้แต่องค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถทำได้ แต่ประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้สำเร็จ

สรุปข่าว

เวทีประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ปี 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ย้ำความสำคัญของการนับคาร์บ ลดโรคเรื้อรัง ลดภาระงบประมาณรักษา พร้อมส่งต่อโจทย์ใหญ่ให้รัฐมนตรีใหม่สานงานต่อ ขณะเดียวกันยังผลักดันร่าง พ.ร.บ. อสม. ให้มีบัญชีเงินนอกงบประมาณ เพื่อจ่ายตอบแทนบุคลากรด่านหน้า

วันนี้ (11 กันยายน 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2568 โดยมีผู้บริหารและบุคลากรเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ซึ่งปีนี้มีผลงานวิชาการส่งเข้าประกวดรวมกว่า 5,199 เรื่อง แบ่งเป็นการนำเสนอผลงานแบบวาจา 4,048 เรื่อง และผลงานสิ่งประดิษฐ์ 1,151 เรื่อง สะท้อนถึงความก้าวหน้าและศักยภาพของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทยที่ขับเคลื่อนต่อเนื่อง


นายสมศักดิ์ กล่าวในที่ประชุมว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับ 5 มิติด้านสุขภาพ ได้แก่ 1.การนับคาร์บ ปัจจุบันคนไทยเรียนรู้นับคาร์บ 42 ล้านคน มีคนหายป่วย 3 หมื่นกว่าคน ลดค่าใช้จ่ายจากการหยุดยาและลดยาได้ราว 820 ล้านบาท เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมป้องกันคือหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ต้องขอบคุณบุคลากรช่วยกันจนทำให้โครงการนี้เป็นที่รู้จัก และหวังว่าจะนับคาร์บกันต่อจนครบ 50 ล้านคนตามที่ตั้งใจตั้งแต่แรก หากสำเร็จก็จะขยายไปยังกลุ่มวัยเรียน วัยรุ่น และต่อยอดนโยบายลดโรคNCDs ได้อีกมาก

2.ระบบสุขภาพดิจิทัล โดยขอฝากสานต่อเทเลเมดิซีนของกระทรวงฯ รวมถึงมินิคลินิก เชื่อว่าการใช้เทคโนโลยีจะลดความเหลื่อมล้ำได้มหาศาล ขยายบริการได้มากขึ้น  

3.เรื่องเชิงนโยบายมี 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1แรงงานต่างด้าว ฝากการใช้ไบโอเมตริกซ์ยืนยันตัวตนแรงงานต่างด้าว และเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพที่เหมาะสม จะช่วยให้กระทรวงฯ ไม่ขาดทุนถึง 4-5 พันล้านต่อปี เรื่องที่ 2 การแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต ทราบว่าดำเนินการแล้วและดีใจที่จะได้บูรณาการทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเรื่องยาเสพติด สุขภาพจิตส่งผลกับสังคมเรื่องที่ 3 เรื่องสุดท้ายคือ การทำงานอย่างเป็นหนึ่งอันเดียวกันกับหน่วยงานสุขภาพของไทย ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ทำงานร่วมกับส.ต่างๆ  ทั้ง สปสช. สสส. สช. สวรส. ขอให้ทำใกล้ชิดกันมากขึ้น จับมือร่วมกันทำงาน ตั้งแต่ระดับนโยบาย จนถึงการแบ่งปันความรู้ทรัพยากรที่แต่ละหน่วยมี เชื่อว่าจะทำงานได้สนุกมากขึ้น และได้ผลลัพธ์มากขึ้น”


4.การบริหารจัดการ ขอฝากเรื่องโครงการ PPP เพื่อให้เกิดการลงทุนร่วมกัน จะได้ขยายการบริการสาธารณสุขมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการบางครั้งเราไม่ได้เชี่ยวชาญมาก ก็ควรหาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญมาช่วย รวมถึงเรื่องบำบัดน้ำเสียที่ควรดำเนินการให้คึรบ 100% รวมถึงเรื่องเงินกู้แหล่งงบประมาณภายนอก ขอให้วางแผนระยะยาว และดำเนินการต่อเนื่อง 

และ5.เศรษฐกิจสุขภาพ ตนเชื่อเสมอว่า สธ.มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน ทั้งพืชกระท่อม และกัญชาทางการแพทย์ ต้องทำให้พืชเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันคนไทยต้องปลอดภัย ให้มีการใช้อย่างถูกต้อง และขอฝากเรื่องการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร


นอกจากนี้ยังย้ำว่า การป้องกันโรคผ่านองค์ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารและการนับคาร์บ โดย อสม. และ อสส. มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยนอกกว่า 220 ล้านครั้งต่อปี เกิดจากโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินถึง 3 ใน 4 ของทั้งหมด ซึ่งหากบุคลากรและอาสาสมัครสามารถผลักดันได้ต่อเนื่อง จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่บุคลากรแนวหน้า

สำหรับประเด็นทางการเมือง นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำโจทย์ส่งมอบงานให้รัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมข้อมูลเชิงนโยบายด้านสุขภาพในปีงบประมาณถัดไป ขณะเดียวกันยังติดตามความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ. อสม. ที่ใช้เวลากว่า 14 เดือน ก่อนผ่านความเห็นชอบให้มีบัญชีเงินนอกงบประมาณ เพื่อแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน อสม. และบุคลากรสาธารณสุขที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาของประเทศ

ทั้งนี้ หลังพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ จะไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ ร่าง พ.ร.บ. เงินนอกงบประมาณต่อ โดยย้ำว่าผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุด คือการผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายที่จะสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากรด่านหน้า และเป็นต้นแบบที่แม้แต่องค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถทำได้ แต่ประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้สำเร็จ

ที่มาข้อมูล : พัชราภรณ์ พลายงาม

ที่มารูปภาพ : พัชราภรณ์ พลายงาม

sticky-bar-top