
วันนี้ (11 กันยายน 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2568 โดยมีผู้บริหารและบุคลากรเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ซึ่งปีนี้มีผลงานวิชาการส่งเข้าประกวดรวมกว่า 5,199 เรื่อง แบ่งเป็นการนำเสนอผลงานแบบวาจา 4,048 เรื่อง และผลงานสิ่งประดิษฐ์ 1,151 เรื่อง สะท้อนถึงความก้าวหน้าและศักยภาพของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทยที่ขับเคลื่อนต่อเนื่อง
นายสมศักดิ์ กล่าวในที่ประชุมว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับ 5 มิติด้านสุขภาพ ได้แก่ 1.การนับคาร์บ ปัจจุบันคนไทยเรียนรู้นับคาร์บ 42 ล้านคน มีคนหายป่วย 3 หมื่นกว่าคน ลดค่าใช้จ่ายจากการหยุดยาและลดยาได้ราว 820 ล้านบาท เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมป้องกันคือหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ต้องขอบคุณบุคลากรช่วยกันจนทำให้โครงการนี้เป็นที่รู้จัก และหวังว่าจะนับคาร์บกันต่อจนครบ 50 ล้านคนตามที่ตั้งใจตั้งแต่แรก หากสำเร็จก็จะขยายไปยังกลุ่มวัยเรียน วัยรุ่น และต่อยอดนโยบายลดโรคNCDs ได้อีกมาก
2.ระบบสุขภาพดิจิทัล โดยขอฝากสานต่อเทเลเมดิซีนของกระทรวงฯ รวมถึงมินิคลินิก เชื่อว่าการใช้เทคโนโลยีจะลดความเหลื่อมล้ำได้มหาศาล ขยายบริการได้มากขึ้น
3.เรื่องเชิงนโยบายมี 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1แรงงานต่างด้าว ฝากการใช้ไบโอเมตริกซ์ยืนยันตัวตนแรงงานต่างด้าว และเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพที่เหมาะสม จะช่วยให้กระทรวงฯ ไม่ขาดทุนถึง 4-5 พันล้านต่อปี เรื่องที่ 2 การแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต ทราบว่าดำเนินการแล้วและดีใจที่จะได้บูรณาการทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเรื่องยาเสพติด สุขภาพจิตส่งผลกับสังคมเรื่องที่ 3 เรื่องสุดท้ายคือ การทำงานอย่างเป็นหนึ่งอันเดียวกันกับหน่วยงานสุขภาพของไทย ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ทำงานร่วมกับส.ต่างๆ ทั้ง สปสช. สสส. สช. สวรส. ขอให้ทำใกล้ชิดกันมากขึ้น จับมือร่วมกันทำงาน ตั้งแต่ระดับนโยบาย จนถึงการแบ่งปันความรู้ทรัพยากรที่แต่ละหน่วยมี เชื่อว่าจะทำงานได้สนุกมากขึ้น และได้ผลลัพธ์มากขึ้น”
4.การบริหารจัดการ ขอฝากเรื่องโครงการ PPP เพื่อให้เกิดการลงทุนร่วมกัน จะได้ขยายการบริการสาธารณสุขมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการบางครั้งเราไม่ได้เชี่ยวชาญมาก ก็ควรหาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญมาช่วย รวมถึงเรื่องบำบัดน้ำเสียที่ควรดำเนินการให้คึรบ 100% รวมถึงเรื่องเงินกู้แหล่งงบประมาณภายนอก ขอให้วางแผนระยะยาว และดำเนินการต่อเนื่อง
และ5.เศรษฐกิจสุขภาพ ตนเชื่อเสมอว่า สธ.มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน ทั้งพืชกระท่อม และกัญชาทางการแพทย์ ต้องทำให้พืชเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันคนไทยต้องปลอดภัย ให้มีการใช้อย่างถูกต้อง และขอฝากเรื่องการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร
นอกจากนี้ยังย้ำว่า การป้องกันโรคผ่านองค์ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารและการนับคาร์บ โดย อสม. และ อสส. มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยนอกกว่า 220 ล้านครั้งต่อปี เกิดจากโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินถึง 3 ใน 4 ของทั้งหมด ซึ่งหากบุคลากรและอาสาสมัครสามารถผลักดันได้ต่อเนื่อง จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่บุคลากรแนวหน้า
สำหรับประเด็นทางการเมือง นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำโจทย์ส่งมอบงานให้รัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมข้อมูลเชิงนโยบายด้านสุขภาพในปีงบประมาณถัดไป ขณะเดียวกันยังติดตามความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ. อสม. ที่ใช้เวลากว่า 14 เดือน ก่อนผ่านความเห็นชอบให้มีบัญชีเงินนอกงบประมาณ เพื่อแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน อสม. และบุคลากรสาธารณสุขที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาของประเทศ
ทั้งนี้ หลังพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ จะไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ ร่าง พ.ร.บ. เงินนอกงบประมาณต่อ โดยย้ำว่าผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุด คือการผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายที่จะสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากรด่านหน้า และเป็นต้นแบบที่แม้แต่องค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถทำได้ แต่ประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้สำเร็จ
สรุปข่าว
วันนี้ (11 กันยายน 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2568 โดยมีผู้บริหารและบุคลากรเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ซึ่งปีนี้มีผลงานวิชาการส่งเข้าประกวดรวมกว่า 5,199 เรื่อง แบ่งเป็นการนำเสนอผลงานแบบวาจา 4,048 เรื่อง และผลงานสิ่งประดิษฐ์ 1,151 เรื่อง สะท้อนถึงความก้าวหน้าและศักยภาพของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทยที่ขับเคลื่อนต่อเนื่อง
นายสมศักดิ์ กล่าวในที่ประชุมว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับ 5 มิติด้านสุขภาพ ได้แก่ 1.การนับคาร์บ ปัจจุบันคนไทยเรียนรู้นับคาร์บ 42 ล้านคน มีคนหายป่วย 3 หมื่นกว่าคน ลดค่าใช้จ่ายจากการหยุดยาและลดยาได้ราว 820 ล้านบาท เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมป้องกันคือหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ต้องขอบคุณบุคลากรช่วยกันจนทำให้โครงการนี้เป็นที่รู้จัก และหวังว่าจะนับคาร์บกันต่อจนครบ 50 ล้านคนตามที่ตั้งใจตั้งแต่แรก หากสำเร็จก็จะขยายไปยังกลุ่มวัยเรียน วัยรุ่น และต่อยอดนโยบายลดโรคNCDs ได้อีกมาก
2.ระบบสุขภาพดิจิทัล โดยขอฝากสานต่อเทเลเมดิซีนของกระทรวงฯ รวมถึงมินิคลินิก เชื่อว่าการใช้เทคโนโลยีจะลดความเหลื่อมล้ำได้มหาศาล ขยายบริการได้มากขึ้น
3.เรื่องเชิงนโยบายมี 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1แรงงานต่างด้าว ฝากการใช้ไบโอเมตริกซ์ยืนยันตัวตนแรงงานต่างด้าว และเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพที่เหมาะสม จะช่วยให้กระทรวงฯ ไม่ขาดทุนถึง 4-5 พันล้านต่อปี เรื่องที่ 2 การแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต ทราบว่าดำเนินการแล้วและดีใจที่จะได้บูรณาการทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเรื่องยาเสพติด สุขภาพจิตส่งผลกับสังคมเรื่องที่ 3 เรื่องสุดท้ายคือ การทำงานอย่างเป็นหนึ่งอันเดียวกันกับหน่วยงานสุขภาพของไทย ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ทำงานร่วมกับส.ต่างๆ ทั้ง สปสช. สสส. สช. สวรส. ขอให้ทำใกล้ชิดกันมากขึ้น จับมือร่วมกันทำงาน ตั้งแต่ระดับนโยบาย จนถึงการแบ่งปันความรู้ทรัพยากรที่แต่ละหน่วยมี เชื่อว่าจะทำงานได้สนุกมากขึ้น และได้ผลลัพธ์มากขึ้น”
4.การบริหารจัดการ ขอฝากเรื่องโครงการ PPP เพื่อให้เกิดการลงทุนร่วมกัน จะได้ขยายการบริการสาธารณสุขมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการบางครั้งเราไม่ได้เชี่ยวชาญมาก ก็ควรหาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญมาช่วย รวมถึงเรื่องบำบัดน้ำเสียที่ควรดำเนินการให้คึรบ 100% รวมถึงเรื่องเงินกู้แหล่งงบประมาณภายนอก ขอให้วางแผนระยะยาว และดำเนินการต่อเนื่อง
และ5.เศรษฐกิจสุขภาพ ตนเชื่อเสมอว่า สธ.มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน ทั้งพืชกระท่อม และกัญชาทางการแพทย์ ต้องทำให้พืชเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันคนไทยต้องปลอดภัย ให้มีการใช้อย่างถูกต้อง และขอฝากเรื่องการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร
นอกจากนี้ยังย้ำว่า การป้องกันโรคผ่านองค์ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารและการนับคาร์บ โดย อสม. และ อสส. มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยนอกกว่า 220 ล้านครั้งต่อปี เกิดจากโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินถึง 3 ใน 4 ของทั้งหมด ซึ่งหากบุคลากรและอาสาสมัครสามารถผลักดันได้ต่อเนื่อง จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่บุคลากรแนวหน้า
สำหรับประเด็นทางการเมือง นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำโจทย์ส่งมอบงานให้รัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมข้อมูลเชิงนโยบายด้านสุขภาพในปีงบประมาณถัดไป ขณะเดียวกันยังติดตามความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ. อสม. ที่ใช้เวลากว่า 14 เดือน ก่อนผ่านความเห็นชอบให้มีบัญชีเงินนอกงบประมาณ เพื่อแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน อสม. และบุคลากรสาธารณสุขที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาของประเทศ
ทั้งนี้ หลังพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ จะไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ ร่าง พ.ร.บ. เงินนอกงบประมาณต่อ โดยย้ำว่าผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุด คือการผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายที่จะสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากรด่านหน้า และเป็นต้นแบบที่แม้แต่องค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถทำได้ แต่ประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้สำเร็จ
- ไทยติด 1 ใน 10 บริการด้านสุขภาพดีสุดในโลก
- "คนไทยไม่ทิ้งกัน"รวมพลังร้องเพลงชาติไทย ให้กำลังใจทหารแนวหน้า | เรื่องดีดีทั่วไทย | 29-07-68
- "สมศักดิ์" ชวนชาวภูเก็ตนับคาร์บ-ขยับเพื่อสุขภาพ
- ผลวิจัยชี้ ทำงานหนัก-ไม่พักผ่อน ถึงขั้นเปลี่ยนโครงสร้างสมองแบบยากย้อนคืน
- "สมศักดิ์" กำชับ จนท.สาธารณสุข ร่วมส่งประชาชนกลับเข้าทำงานอย่างปลอดภัย
ที่มาข้อมูล : พัชราภรณ์ พลายงาม
ที่มารูปภาพ : พัชราภรณ์ พลายงาม

