
ปมร้อน “เลเซอร์ ไอดี” กับคำชี้แจงพรรคประชาชน
กรณีการขอรหัส 12 หลักหลังบัตรประชาชน หรือ “เลเซอร์ ไอดี” จากผู้สมัครสมาชิกพรรคกว่า 110,000 คน กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติข้อกฎหมายเลือกตั้ง และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA
ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนว่าจ้างบริษัท สเปคเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกับที่ทำการพรรค ย่านหัวหมาก กรุงเทพมหานคร เพื่อผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ โดยพรรคยืนยันว่าไม่ได้ถือหุ้นและไม่ได้ว่าจ้างเพื่อทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกัน การขอเลเซอร์ ไอดี ถูกอธิบายว่าใช้สำหรับยืนยันตัวตนกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบออนไลน์
แม้ทางกรมการปกครองจะระบุว่า หากเจ้าของบัตรยินยอม พรรคสามารถนำเลเซอร์ ไอดีไปใช้เพื่อยืนยันตัวตนได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเชื่อมต่อระบบออนไลน์ระหว่างพรรคกับหน่วยงานยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้พรรคประกาศยุติการให้กรอกเลเซอร์ ไอดีเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
ข้อกังวลสังคม ผิดกฎหมายหรือไม่
เสียงวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่า การขอข้อมูลดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยว่าข้อมูลที่กรอกผ่านระบบออนไลน์ถูกจัดเก็บไว้อย่างไร
บางฝ่ายกังวลถึงความเป็นไปได้ในการนำข้อมูลไปใช้กับแพลตฟอร์มอื่น เช่น การลงทะเบียนแสดงความเห็นหรือทำโพลออนไลน์โดยเจ้าของข้อมูลไม่ทราบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจกระทบต่อกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ตาม พรรคยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างเป็นทางการในประเด็นดังกล่าว นอกจากคำยืนยันว่าไม่ได้จัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลของพรรค
คำชี้แจงจากหัวหน้าพรรคประชาชน
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ระบุว่า พรรคไม่เคยจัดเก็บเลเซอร์ ไอดีไว้ในฐานข้อมูล ไม่ว่าจะในยุคพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน
เขาอธิบายว่า เลเซอร์ ไอดี เป็นเครื่องมือยืนยันว่าบัตรประชาชนเป็นใบปัจจุบันและข้อมูลหน้าบัตรตรงกับทะเบียนราษฎร์ เนื่องจากบุคคลหนึ่งอาจมีการออกบัตรใหม่หลายครั้ง การตรวจสอบรหัสหลังบัตรจึงช่วยยืนยันความถูกต้อง
หัวหน้าพรรคยังชี้ว่า แม้กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องขอเลเซอร์ ไอดี แต่ด้วยจำนวนสมาชิกมากกว่า 100,000 คน การตรวจสอบเอกสารด้วยวิธีแมนนวลทำได้ยาก พรรคจึงเลือกใช้ระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม เพื่อป้องกันความเสี่ยง เช่น การปลอมแปลงข้อมูล หรือการบริจาคเงินจากแหล่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การร้องเรียนจนถึงขั้นยุบพรรคได้
สรุปข่าว
ปมร้อน “เลเซอร์ ไอดี” กับคำชี้แจงพรรคประชาชน
กรณีการขอรหัส 12 หลักหลังบัตรประชาชน หรือ “เลเซอร์ ไอดี” จากผู้สมัครสมาชิกพรรคกว่า 110,000 คน กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติข้อกฎหมายเลือกตั้ง และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA
ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนว่าจ้างบริษัท สเปคเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกับที่ทำการพรรค ย่านหัวหมาก กรุงเทพมหานคร เพื่อผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ โดยพรรคยืนยันว่าไม่ได้ถือหุ้นและไม่ได้ว่าจ้างเพื่อทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกัน การขอเลเซอร์ ไอดี ถูกอธิบายว่าใช้สำหรับยืนยันตัวตนกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบออนไลน์
แม้ทางกรมการปกครองจะระบุว่า หากเจ้าของบัตรยินยอม พรรคสามารถนำเลเซอร์ ไอดีไปใช้เพื่อยืนยันตัวตนได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเชื่อมต่อระบบออนไลน์ระหว่างพรรคกับหน่วยงานยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้พรรคประกาศยุติการให้กรอกเลเซอร์ ไอดีเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
ข้อกังวลสังคม ผิดกฎหมายหรือไม่
เสียงวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่า การขอข้อมูลดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยว่าข้อมูลที่กรอกผ่านระบบออนไลน์ถูกจัดเก็บไว้อย่างไร
บางฝ่ายกังวลถึงความเป็นไปได้ในการนำข้อมูลไปใช้กับแพลตฟอร์มอื่น เช่น การลงทะเบียนแสดงความเห็นหรือทำโพลออนไลน์โดยเจ้าของข้อมูลไม่ทราบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจกระทบต่อกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ตาม พรรคยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างเป็นทางการในประเด็นดังกล่าว นอกจากคำยืนยันว่าไม่ได้จัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลของพรรค
คำชี้แจงจากหัวหน้าพรรคประชาชน
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ระบุว่า พรรคไม่เคยจัดเก็บเลเซอร์ ไอดีไว้ในฐานข้อมูล ไม่ว่าจะในยุคพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน
เขาอธิบายว่า เลเซอร์ ไอดี เป็นเครื่องมือยืนยันว่าบัตรประชาชนเป็นใบปัจจุบันและข้อมูลหน้าบัตรตรงกับทะเบียนราษฎร์ เนื่องจากบุคคลหนึ่งอาจมีการออกบัตรใหม่หลายครั้ง การตรวจสอบรหัสหลังบัตรจึงช่วยยืนยันความถูกต้อง
หัวหน้าพรรคยังชี้ว่า แม้กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องขอเลเซอร์ ไอดี แต่ด้วยจำนวนสมาชิกมากกว่า 100,000 คน การตรวจสอบเอกสารด้วยวิธีแมนนวลทำได้ยาก พรรคจึงเลือกใช้ระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม เพื่อป้องกันความเสี่ยง เช่น การปลอมแปลงข้อมูล หรือการบริจาคเงินจากแหล่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การร้องเรียนจนถึงขั้นยุบพรรคได้
ปัญหาระบบเชื่อมต่อกับกรมการปกครอง
หลังการยุบพรรคก้าวไกลและจัดตั้งพรรคประชาชนใหม่ มีช่วงรอยต่อที่ทำให้ระบบเชื่อมข้อมูลกับกรมการปกครองขาดตอน แม้พรรคจะทำหนังสือประสานแล้ว แต่กระบวนการเชื่อมระบบยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้หน้าเว็บไซต์รับสมัครสมาชิกค้างอยู่ โดยไม่มีการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางของพรรค
พรรคยืนยันว่ากำลังเร่งแก้ไขให้ระบบกลับมาทำงานครบถ้วน
ถกเถียงการออกแบบระบบยืนยันตัวตน
ณัฐพงษ์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า โครงสร้างระบบยืนยันตัวตนของกรมการปกครองถูกออกแบบให้พรรค ธนาคาร หรือบริษัทเอกชน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับเลเซอร์ ไอดีจากประชาชนก่อนส่งไปตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งหากตัวกลางไม่สุจริต อาจมีความเสี่ยงต่อการดักเก็บข้อมูล
เขาเสนอว่า ระบบที่ปลอดภัยกว่าคือการให้ผู้ใช้งานเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของหน่วยงานโดยตรง คล้ายการล็อกอินผ่าน Google, Apple หรือ Facebook ซึ่งข้อมูลจะไม่ผ่านตัวกลาง แต่ถูกส่งตรงไปยังผู้ให้บริการยืนยันตัวตน
- ปชน.ถอดบทเรียนเลือกตั้ง 69 เดินหน้ารุกพื้นที่
- จับตา ม.73 ไมค์ ประสิทธิ์ ท่ามกลางมรสุมพรรคประชาชน
- พรรคประชาชนถูกตั้งคำถาม ขอ Laser ID สมาชิก เสี่ยงผิด PDPA?
- พรรคประชาชน รับขอใช้ Laser ID ยังไม่อนุมัติ
- การดี - ศิริกัญญา "ประชาธิปัตย์ VS ประชาชน" ตอบคำถาม ประเทศไทยจะพัฒนาคนอย่างไร? สู้ศึก "เลือกตั้ง 69"
