ประวัติ ปัลลาดิโน จากถูกทิ้งที่ฟิออฯ สู่คนรักใหม่ของ อตาลันตา

Share on Line Share on Facebook Share on X
ประวัติ ปัลลาดิโน จากถูกทิ้งที่ฟิออฯ สู่คนรักใหม่ของ อตาลันตา

หลังจากที่สโมสรอตาลันตา สามารถพลิกสถานการณ์จากการตามหลัง ดอร์ทมุนด์ 0-2 กลับมาเอาชนะในบ้านด้วยสกอร์ 4-1 ในการแข่งขันรอบน็อคเอาท์ เฟส เพลย์ออฟ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก


ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมเดียวจากศึกกัลโช่ เซเรีย อา ที่หลุดเข้าไปในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะอีก 3 สโมสรร่วมชาติต่างชิงตกรอบไปกันหมด ไม่ว่าจะเป็น นาโปลี ที่ไม่ผ่านตั้งแต่รอบลีกเฟส ส่วน อินเตอร์ มิลาน กับ ยูเวนตุส ก็จอดป้ายไว้เพียงแค่รอบน็อคเอาท์ เฟส เพลย์ออฟ


นี่คือทีมที่เพิ่งจะได้สัมผัสกับเวทีใหญ่ของยุโรปครั้งแรกเมื่อปี 2019 ซึ่งจบที่รอบก่อนรองชนะเลิศ จากนั้นพวกเขาประสบความสำเร็จกับการคว้าแชมป์ยูโรปา ในปี 2024 แต่การเล่นในถ้วยใหญ่ของยุโรป 2 ฤดูกาลหลังสุดทีมไม่สามารถผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์


ย้อนกลับไปก่อนเริ่มฤดูกาล อตาลันตา มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อต้องเสีย จาน ปิเอโร่ กาสเปรินี่ กุนซือที่ปลุกปั้นทีมมาตั้งแต่ปี 2016 ไปให้กับ อาแอส โรม่า ก่อนที่จะมือไวคว้าตัว ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน กุนซือมือดีที่แยกทางกับฟิออเรนติน่า หลังมีปัญหากับผู้อำนวยการสโมสร ทั้งๆที่เพิ่งจะพาทีมจบอัน6 ของตาราง 


นี่คือกุนซือที่แฟนบอลฟิออเรนติน่า ยังคงเสียใจ เสียดายจนถึงทุกวันนี้ กับการที่ทีมรักของพวกเขาไม่สามารถรักษาบุคลากรที่มีฝีมือเอาไว้ได้ ยิ่งเมื่อวันเวลาผ่านไปมากเท่าไร การออกไปของ ปัลลาดิโน ก็ยิ่งได้ดิบได้ดี สวนทางกับผลงานของสโมสรที่ดิ่งลงเหว กับการต้องมาดิ้นรนหนีตายในโซนตกชั้น 


เราจึงขอใช้โอกาสนี้พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับกุนซือผู้นี้กันให้มากขึ้น เพราะเชื่อเหลือเกินว่าด้วยฝีไม้ลายมือในการทำทีมของเขา เราน่าจะได้เห็นกุนซือผู้นี้เติบโตและมีโอกาสก้าวไปคุมทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างแน่นอน 

สรุปข่าว

ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน อดีตกุนซือที่แยกทางกับ ฟิออเรนติน่า ทั้งที่พาทีมจบอันดับ 6 กลายมาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของ อตาลันตา และพาทีมทำผลงานโดดเด่นจนเข้ารอบ 16 ทีม UCL เส้นทางเริ่มจากการเป็นนักเตะเยาวชนของ ยูเวนตุส ก่อนค้าแข้งกับหลายทีมอย่าง เจนัว และ ปาร์ม่า แล้วผันตัวเป็นโค้ชกับ มอนซ่า สร้างชื่อจากการพาทีมรอดตกชั้น จากนั้นไปคุมฟิออเรนติน่าและปลุกฟอร์มนักเตะหลายราย แต่ต้องแยกทางเพราะปัญหาภายใน ก่อนถูกอตาลันต้าดึงตัวมาคุมทีมแทน จาน ปิเอโร่ กาสเปรินี่ ปัจจุบัน ปัลลาดิโน กำลังพาอตาลันต้าทำผลงานโดดเด่นทั้งในลีกและยุโรป จนถูกมองว่าเป็นกุนซือดาวรุ่งที่มีอนาคตไกลในเวทียุโรป

หลังจากที่สโมสรอตาลันตา สามารถพลิกสถานการณ์จากการตามหลัง ดอร์ทมุนด์ 0-2 กลับมาเอาชนะในบ้านด้วยสกอร์ 4-1 ในการแข่งขันรอบน็อคเอาท์ เฟส เพลย์ออฟ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก


ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมเดียวจากศึกกัลโช่ เซเรีย อา ที่หลุดเข้าไปในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะอีก 3 สโมสรร่วมชาติต่างชิงตกรอบไปกันหมด ไม่ว่าจะเป็น นาโปลี ที่ไม่ผ่านตั้งแต่รอบลีกเฟส ส่วน อินเตอร์ มิลาน กับ ยูเวนตุส ก็จอดป้ายไว้เพียงแค่รอบน็อคเอาท์ เฟส เพลย์ออฟ


นี่คือทีมที่เพิ่งจะได้สัมผัสกับเวทีใหญ่ของยุโรปครั้งแรกเมื่อปี 2019 ซึ่งจบที่รอบก่อนรองชนะเลิศ จากนั้นพวกเขาประสบความสำเร็จกับการคว้าแชมป์ยูโรปา ในปี 2024 แต่การเล่นในถ้วยใหญ่ของยุโรป 2 ฤดูกาลหลังสุดทีมไม่สามารถผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์


ย้อนกลับไปก่อนเริ่มฤดูกาล อตาลันตา มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อต้องเสีย จาน ปิเอโร่ กาสเปรินี่ กุนซือที่ปลุกปั้นทีมมาตั้งแต่ปี 2016 ไปให้กับ อาแอส โรม่า ก่อนที่จะมือไวคว้าตัว ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน กุนซือมือดีที่แยกทางกับฟิออเรนติน่า หลังมีปัญหากับผู้อำนวยการสโมสร ทั้งๆที่เพิ่งจะพาทีมจบอัน6 ของตาราง 


นี่คือกุนซือที่แฟนบอลฟิออเรนติน่า ยังคงเสียใจ เสียดายจนถึงทุกวันนี้ กับการที่ทีมรักของพวกเขาไม่สามารถรักษาบุคลากรที่มีฝีมือเอาไว้ได้ ยิ่งเมื่อวันเวลาผ่านไปมากเท่าไร การออกไปของ ปัลลาดิโน ก็ยิ่งได้ดิบได้ดี สวนทางกับผลงานของสโมสรที่ดิ่งลงเหว กับการต้องมาดิ้นรนหนีตายในโซนตกชั้น 


เราจึงขอใช้โอกาสนี้พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับกุนซือผู้นี้กันให้มากขึ้น เพราะเชื่อเหลือเกินว่าด้วยฝีไม้ลายมือในการทำทีมของเขา เราน่าจะได้เห็นกุนซือผู้นี้เติบโตและมีโอกาสก้าวไปคุมทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างแน่นอน 

ประวัติ ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน


ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1984 ที่เมือง Mugnano di Napoli เป็นเมืองเล็กๆ ใกล้กับเนเปิลส์ โดยเริ่มต้นฝึกฟุตบอลกับทีมอะคาเดมีของสโมสรสปอร์ติ้ง เบเนเวนโต จากนั้นในปี 2002 เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาได้โอกาสเข้าสู่ทีมเยาวชนของสโมสรยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี 


เขามีส่วนสำคัญกับการพาทีมคว้าแชมป์เยาวชนรายการ Torneo di Viareggio 2 ปีซ้อน (2003,2004) ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับเยาวชนของสโมสรในอิตาลี และเชิญบรรดาทีมตัวแทนจากทั่วทุกมุมโลกมาชิงชัยกัน


แม้จะทำผลงานได้ดีแต่การที่เด็กจากทีมเยาวชนจะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในยุครุ่งเรื่องของยูเวนตุสนั้นเป็นเรื่องยากมากๆ ทำให้ในฤดูกาล 2004-05 เขาถูกปล่อยไปเก็บประสบการณ์ด้วยสัญญายืมตัวกับทีมซาแลร์นิตาน่า ที่เวลานั้นโลดแล่นอยู่ในเซเรีย บี ต่อด้วยการไปอยู่กับ ลิวอร์โน่ ในฤดูกาล 2005–06


เข้าสู่ฤดูกาล 2006-07 จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขากลับสู่ต้นสังกัดแม่เต็มตัว เมื่อสโมสรยูเวนตุส โดนลงโทษปรับตกชั้นไปเล่นในเซเรีย บี จากคดีอื้อฉาว "กัลโช่โปลี" 


การกลับมาครั้งนี้เขาได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง และสามารถประเดิมประตูแรกในสีเสื้อยูเวนตุส ในเกมที่ทีมบุกเสมอ อัลบิโนเลฟเฟ่ 1-1 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2006 ก่อนที่จะซัดแฮตทริกแรกในอาชีพค้าแข้งได้ในเกมที่ถล่ม ตริเอสติน่า 5-1 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2007


บทสรุปช่วงเวลานั้นเขามีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เซเรีย บี ตีตั๋วกลับไปเล่นในลีกสูงสุดได้ภายในฤดูกาลเดียว แต่แล้วโอกาสลงสนามของเขาก็ลดน้อยลงกับการเล่นในกัลโช่ เซเรีย อา


ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน ย้ายร่วมทีม เจนัว


3 กรกฎาคม 2008 ยูเวนตุส ตัดสินใจทำข้อตกลงกับสโมสรเจนัว ในการเป็นเจ้าของนักเตะร่วมกัน โดยที่ เจนัว ต้องจ่ายเงินมูลค่า  5 ล้านยูโร บวกกับกองหลังอย่าง โดเมนิโก คริสซิโต สลับขั้วกัน


ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน ย้ายร่วมทีมปาร์ม่า


จากนั้นวันที่ 3 มกราคม 2011 เจนัว ตัดสินใจทำเงื่อนไขที่จะได้รับเงิน 5.85 ยูโร แลกกับการโอนสิทธิในตัวของนักเตะไปให้กับ ปาร์ม่า ก่อนที่หลังจบฤดูกาล ยูเวนตุส จะตัดสินใจตัดขาดกับนักเตะ ด้วยการโอนสิทธิที่เหลือให้กับ ปาร์ม่า โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดใด ซึ่งนักเตะก็ได้รับการต่อสัญญากับปาร์ม่า ไปจนถึงปี 2016 


ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน พเนจรในช่วงท้ายการค้าแข้ง


อย่างไรก็ตามเขาอยู่กับปาร์ม่า ไม่ครบสัญญา เพราะในปี 2015 ได้ย้ายไปร่วมทีมโครโตเน่ จากนั้นช่วงเดือนมกราคม ปี 2017 เขาย้ายกลับไปสู่ต้นสังกัดเก่าอย่างเจนัว แต่เพียงแค่ปีเดียวก็ย้ายไปร่วมทัพสเปเซีย ในเซเรีย บี ต่อด้วยการร่วมทีมมอนซ่า ในปี 2019 ซึ่งบทบาทส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียนรู้งานโค้ชนอกสนาม


ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน เริ่มต้นงานโค้ช


ที่มอนซ่า ปัลลาดิโน ได้เรียนรู้งานนอกสนามมากมายกับการเป็นหนึ่งในสตาฟฟ์ฝึกสอนทีมเยาวชน ก่อนที่ในเดือนกรกฎาคม ปี 2021 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ชคุมทีมเยาชนชุดU19 และก็เริ่มปล่อยของทันทีกับการพาทีมเข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ ลุ้นเลื่อนชั้น 


เข้าสู่เดือนกรกฎาคม ปี 2022 ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม เขาได้รับการต่อสัญญาคุมทีมเยาวชนของมอนซ่าต่อไปอีก 1 ปี จากนั้นก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อทีมชุดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือ โดยบอร์ดบริหารตัดสินใจปลด โจวานนี สตรอปปา ออกจากตำแหน่งหลังพาทีมจนโซนแดง ก่อนจะดัน ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน ขึ้นมากุมบังเหียนแทน


การแต่งตั้ง ปัลลาดิโน ไม่ได้มาแค่ขัดตาทัพ เพราะซีอีโอของทีมอย่าง อาเดรียโน กัลลิอานี ออกมายืนยันว่านี่คือการแต่งตั้นเฮดโค้ชคนใหม่ของทีมแบบถาวร


ซึ่ง ปัลลาดิโน ก็ตอบแทนความไว้ใจด้วยการคว้าชัยชนะให้ทีมได้ตั้งแต่เกมแรก และคู่แข่งก็ไม่ใช่ใครอื่น เหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตไว้แล้ว เพราะมันเป็นการเอาชนะ ยูเวนตุส อดีตต้นสังกัดเก่าของเขาสมัยเป็นนักเตะ ด้วยผลงานชิ้นโบว์แดงและพาทีมรอดพ้นกับการตกชั้นก่อนกำหนดถึง 6 นัด ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อรับรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมประจำเดือนเมษายน 2023


2 มิถุนายน 2023 มอนซ่า ประกาศต่อสัญญากับ ปัลลาดิโน ออกไป 1 ฤดูกาล ซึ่งเขาก็พาทีมเอาตัวรอดปลอดภัยบนลีกสูงสุดได้แบบสบายๆ กับการจบอันดับ12 ของตาราง 


ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน คุมทีมฟิออเรนติน่า


ถึงตรงนี้ก็คู่ควรแก่เวลาแล้วที่เขาจะได้เติบโตไปอีกระดับ ปัลลาดิโน ตัดสินใจออกจากมอนซ่า เพื่อไปหาความท้าทายครั้งใหม่ด้วยการรับงานคุมทีมฟิออเรนติน่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2024 พร้อมกับสัญญา 2 ปี 


เพียงแค่ฤดูกาลแรกกับทัพ "ม่วงมหากาฬ" เขาเสก มอยซ์ เคน จากนักเตะที่ดีแต่ไม่ถึงกับโดดเด่นอะไรให้ระเบิดฟอร์มสุดยอดด้วยการซัดไป 25 ประตู เป็นผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตของเจ้าตัว และนักเตะอย่าง โรลันโด้ มันดราโกร่า ก็กดไป 9 ประตู เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ดีที่สุดในอาชีพ


เท่านั้นยังไม่พอ! เขาปลุกชีพ โรบิน โกเซนส์ ให้กลับมามีฟอร์มโดดเด่นจนถูกเรียกตัวกลับไปติดทีมชาติเยอรมันอีกครั้ง แถมยังผลักดัน ปิเอโตร โคมุซโซ่ ขึ้นมาจากทีมเยาวชนจนกลายเป็นปราการเหล็กในแผงกองหลังให้กับทีม นี่ยังไม่รวมการตัดสินใจครั้งสำคัญกับการวัดใจดึง ดาบิด เดเค อา ให้ลงเฝ้าเสาเป็นมือ1 หลังร้างสนามไปนานเป็นปี 


บทสรุปฤดูกาลแรกกับฟิออเรนติน่า เขาพาทีมจบอันดับ6 พร้อมคว้าสิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า ยูโรปาลีก แต่แล้วเส้นทางกับทีมก็ต้องยุติลง เมื่อเขาไม่ลงรอยกับ ดานิเอเล่ ปราเด้ ผู้อำนวยการกีฬาของทีม เป็นอันต้องแยกย้ายกันในที่สุด ทั้งที่สัญญายังเหลืออีก 1 ปี


จากนั้นฟิออเรนติน่า ก็ไปดึงตัว สเตฟาโน่ ปิโอลี่ จากทีมอัล นาสเซอร์ ในศึก ซาอุดี โปร ลีก ซึ่งเป็นคนที่ ดานิเอเล่ ปราเด้ เลือกมาเองกับมือ 


แต่สุดท้ายผลงานก็เป็นอย่างที่เห็น เมื่อฟิออฯ เปิดฤดูกาลได้อย่างน่าผิดหวัง ไม่ชนะใครเลยใน 10 นัดแรก (เสมอ 4 แพ้ 6) เป็นเหตุให้เจ้าตัวตกลงร่วมกับบอร์ดบริหารแยกทางกันในที่สุด ส่วนตัวการอย่าง ปราเด้ ก็โดนปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการไปตามระเบียบ


ราฟฟาเอเล ปัลลาดิโน คุมทีมอตาลันต้า


การว่างงานของ ปัลลาดิโน เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ อตาลันตา กำลังเคว้งหลังจากเสียกุนซือที่คุมทีมมา 9 ปีเต็มอย่าง กาสเปรินี่ สุดท้ายเรื่องราวมันเหมือนโลกได้เหวี่ยงคนเหงา 2 คนให้มาเจอกัน กลายเป็นการค้นพบคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด


11 พฤศจิกายน 2025 อตาลันตา ประกาศแต่งตั้ง ปัลลาดิโน คุมทีมอย่างเป็นทางการ พร้อมเซ็นสัญญาจนถึงปี 2027 ก่อนจะค่อยๆสร้างทีมด้วยการรวมขุมกำลังที่เหลืออยู่ หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เข้าด้วยกัน


ถึงตรงนี้เขาพา อตาลันต้า โชว์ฟอร์มสวนทางกับทีมเก่าอย่างฟิออฯ และกำลังอยู่ในเส้นทางลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับการรั้งอันดับ7 ของตาราง(แข่งขันไป 26 นัด) ตามหลังอันดับ 4 เพียง 5 คะแนน  


ในขณะที่การแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็อย่างที่ทราบกันว่าพวกเขาคือหนึ่งเดียวจากอิตาลี ที่หลงเหลืออยู่ในยูฟ่า แชมเปี่ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ของฤดูกาล 2025-26


จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่จนถึงตอนนี้บรรดาแฟนบอลของฟิออเรนติน่า จะยังรู้สึกเสียดายไม่หาย และเรียกร้องให้บอร์ดบริหารทีมไปดึงตัวกุนซือมากฝีมือคนนี้กลับมาอีกครั้ง 


แต่ทุกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะด้วยสัญญาที่มีอยู่ แถม ฟิออฯเองก็ได้กุนซือคนใหม่อย่าง เปาโล วาโนลี่ ที่กำลังค่อยๆพาทีมทำตามเป้าหมายแรกกับการรอดตกชั้น


สิ่งที่น่าติดตามกันต่อหลังจากนี้คือผลงานของ อตาลันต้า ในฤดูกาลนี้จะไปหยุดที่ตรงไหน และเส้นทางอนาคตของกุนซือมากฝีมือผู้นี้จะไปได้ไกลสุดขนาดไหน เพราะเชื่อเหลือเกินว่าด้วยผลงานที่ปรากฎชัดเจน น่าจะทำให้บรรดายักษ์ใหญ่ในประเทศจับจ้องกันตาเป็นมัน


ที่มาข้อมูล : wikipedia

ที่มารูปภาพ : X : Atalanta B.C.