ประวัติ อิทธิชา ประภาพันธ์ ตัวรับฟุตซอลทีมชาติไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X
ประวัติ อิทธิชา ประภาพันธ์ ตัวรับฟุตซอลทีมชาติไทย

ศึกฟุตซอลชิงแชมป์อาเซียน 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทัพ "โต๊ะเล็ก" ทีมชาติไทย เก็บชัยชนะรวดในรอบแบ่งกลุ่ม ตีตั๋วผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับ ออสเตรเลีย (แข่งขันวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น.)


ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ทีมชาติไทย น่าจะได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศอีกครั้ง โดยจะพบผู้ชนะระหว่าง อินโดนีเซีย กับ เวียดนาม แฟนๆสามารถรับชมถ่ายทอดสดได้ทางแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว 


เราจึงขอใช้โอกาสนี้พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ อิทธิชา ประภาพันธ์ ตัวรับกัปตันทีมชาติไทย ที่เป็นเหมือนผู้ปิดทองหลังพระ และยืนเป็นปราการเหล็กให้กับช้างศึกโต๊ะเล็กในปัจจุบัน


ประวัติ อิทธิชา ประภาพันธ์


"พีท" อิทธิชา ประภาพันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2534 ในครอบครัวทหารเรือ ชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงเติบโตในแฟลตทหารเรือ ย่านบางนา 


จุดเริ่มต้นกับการเล่นฟุตบอลก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เขาเพียงแค่สนุกกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ใต้แฟลตทหารเรือที่มักจะมีพื้นคอนกรีตเป็นลานกว้างๆ ให้เด็กๆได้แบ่งข้างเตะฟุตบอลเล่นกันตามประสา


แม้จะเริ่มต้นเพื่อความบันเทิง แต่ก็รู้สึกได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เขาหลงไหล จึงเปลี่ยนจากเล่นแค่สนุกไปวันๆ หันมาฝึกทักษะอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อพัฒนาความสามารถของตัวเอง

สรุปข่าว

อิทธิชา ประภาพันธ์ กัปตันทีมฟุตซอลทีมชาติไทยวัย 34 ปี คือนิยามของปราการเหล็กผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา จากเด็กแฟลตทหารเรือย่านบางนาที่เติบโตมากับฟุตซอลบนพื้นคอนกรีต สู่การตัดสินใจทิ้งเส้นทางฟุตบอลใหญ่มาเดินตามความฝันในสายโต๊ะเล็กเต็มตัวกับโรงเรียนปทุมคงคาและสโมสรราชนาวี แม้ชีวิตจะเคยเผชิญจุดต่ำสุดจากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าขาดจนต้องพักยาว 1 ปี แต่เขากลับใช้บทเรียนนั้นเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นนักกีฬาที่มีวินัยและร่างกายแข็งแกร่งกว่าเดิม จนสามารถพาสโมสรการท่าเรือ เอเอสเอ็ม คว้าแชมป์ลีกพ่วงตำแหน่ง MVP ในปี 2022 และก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของทัพช้างศึกอย่างเต็มตัว โดยในปัจจุบันเขาได้รับความไว้วางใจให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมผู้นำน้องๆ ล่าแชมป์ฟุตซอลชิงแชมป์อาเซียน 2026 ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดันและประสบการณ์ที่โชกโชน

ศึกฟุตซอลชิงแชมป์อาเซียน 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทัพ "โต๊ะเล็ก" ทีมชาติไทย เก็บชัยชนะรวดในรอบแบ่งกลุ่ม ตีตั๋วผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับ ออสเตรเลีย (แข่งขันวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น.)


ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ทีมชาติไทย น่าจะได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศอีกครั้ง โดยจะพบผู้ชนะระหว่าง อินโดนีเซีย กับ เวียดนาม แฟนๆสามารถรับชมถ่ายทอดสดได้ทางแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว 


เราจึงขอใช้โอกาสนี้พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ อิทธิชา ประภาพันธ์ ตัวรับกัปตันทีมชาติไทย ที่เป็นเหมือนผู้ปิดทองหลังพระ และยืนเป็นปราการเหล็กให้กับช้างศึกโต๊ะเล็กในปัจจุบัน


ประวัติ อิทธิชา ประภาพันธ์


"พีท" อิทธิชา ประภาพันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2534 ในครอบครัวทหารเรือ ชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงเติบโตในแฟลตทหารเรือ ย่านบางนา 


จุดเริ่มต้นกับการเล่นฟุตบอลก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เขาเพียงแค่สนุกกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ใต้แฟลตทหารเรือที่มักจะมีพื้นคอนกรีตเป็นลานกว้างๆ ให้เด็กๆได้แบ่งข้างเตะฟุตบอลเล่นกันตามประสา


แม้จะเริ่มต้นเพื่อความบันเทิง แต่ก็รู้สึกได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เขาหลงไหล จึงเปลี่ยนจากเล่นแค่สนุกไปวันๆ หันมาฝึกทักษะอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อพัฒนาความสามารถของตัวเอง

โชคดีของ อิทธิชา คือด้วยสภาพแวดล้อมในแฟลต ไม่ได้มีแค่เพื่อนวัยเดียวกัน แต่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายวัย ที่ต่างก็ชื่นชอบในการเตะฟุตบอล ทำให้เขาได้มีโอกาสครูพักลักจำจากรุ่นพี่ที่คอยสอนเบสิคพื้นฐานให้ตั้งแต่ยังเด็ก แม้จะจริงจังบ้าง ไม่ได้จริงจังบ้าง แต่ก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ในเบื้องต้น


อิทธิชา ประภาพันธ์ สมัยเป็นนักเรียน


เขาเริ่มจริงจังกับการเตะฟุตซอลมากขึ้นสมัยเรียนที่โรงเรียนอรรถวิทย์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นวงการฟุตซอลในบ้านเรายังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ลีกอาชีพยังไม่มีรองรับ ทำให้เขาตัดสินใจเบนเข็มด้วยการเลือกไปคัดตัวเป็นนักฟุตบอล ของทีมจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย โรงเรียนประจำในจังหวัดชลบุรี เพื่อหวังที่จะฝากอนาคตต่อยอดในการเป็นนักฟุตบอล


มีหลายครั้งที่เขามักจะเกเรตามวัย โดดเรียน โดดหอพัก หนีเที่ยว ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นวัยที่คึกคะนอง ไม่สนใจการเรียนเลย แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญเต็มที่คือฟุตบอล แม้จะโดดเรียนในภาควิชาการขนาดไหน แต่เขาไม่เคยขาดซ้อมฟุตบอลเลย เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำมันอย่างมีความสุข


แม้ชีวิตจะไปได้สวยกับการเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน เดินสายไปแข่งขันตามรายการต่างๆ เรียนจบมาก็จะมีสโมสรอาชีพรองรับเพื่อต่อยอดไปในระบบลีก แต่ในใจลึกๆแล้ว ยังคงมีเสียงเรียกร้องว่าคำตอบสุดท้ายที่เขารักจริงๆ คือการเตะฟุตซอล


ทันทีที่ทราบว่าวงการลูกหนังบ้านเราจะมีจัดการแข่งขันฟุตซอลลีกขึ้นอย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เต็มระบบเหย้า-เยือน เหมือนปัจจุบัน แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะมีพื้นที่ให้สำหรับคนที่มีใจรักในฟุตซอล


อิทธิชา ไม่รอช้า ตัดสินใจทำตามเสียงหัวใจ เขาลาออกจากโรงเรียนเดิมเพื่อกลับสู่เส้นทางที่เขารักอีกครั้งด้วยการไปคัดตัวเข้าโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สถาบันที่มีทีมฟุตซอลเป็นของตัวเอง


เขาใส่สุดฝีเท้าด้วยหัวใจในช่วงของการคัดตัว และได้โอกาสเข้าเรียนในระดับชั้น ม.4 ในโควต้านักฟุตซอล แต่ด้วยคุณภาพของเขาทีมีดีทั้งฟุตซอลและฟุตบอล 11 คน แถมรูปร่างยังสูงใหญ่พร้อมปะทะ บวกกับจุดเด่นของโรงเรียนที่ยังไงฟุตบอลใหญ่ก็ยังคงเป็นอันดับ1


สุดท้ายเขาถูกอาจารย์จับให้มาช่วยลงเล่นฟุตบอลใหญ่ และเป็นตัวหลักของโรงเรียนเดินสายไปแข่งขันรายการต่างๆ แน่นอนว่าเขาทำสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มที่ แต่การฝืนใจตัวเองกลายเป็นทำให้เขาไม่มีความสุข


อิทธิชา ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวหลังเรียนจบชั้น ม.4 เขาเลือกที่จะไปคัดตัวกับโรงเรียนปทุมคงคา ที่แม้จะยังเป็นทีมที่ขึ้นชื่อในวงการฟุตบอลนักเรียน แต่สถาบันแห่งนี้ก็มีทีมฟุตซอลเป็นของตัวเองเช่นกัน และที่สำคัญที่สุดคือที่แห่งนี้แบ่งแยกเด็กจากการเล่นฟุตบอลและฟุตซอล ออกจากกันอย่างชัดเจน

สิ่งเดียวที่เขาย้ายมาที่นี่ ก็เพื่อจริงจังกับการทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่ และโชคชะตาก็นำพาให้เขาได้รู้จักกับ อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ และ นฤชา แสงทอง 2 เพื่อนร่วมรุ่นที่ช่วยกันสร้างความสำเร็จให้กับสถาบัน และในนามทีมเยาวชนกรุงเทพมหานครฯ


โรงเรียนปทุมคงคา เจ้าของฉายา "สิงห์เอกมัย" แม้ชื่อเสียงในวงกว้างของสถาบันจะเริ่มต้นมาจากฟุตบอล แต่ในยุคนั้นวงการฟุตซอลไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา เพราะนอกจากจะสร้างชื่อในระดับนักเรียนแล้ว ยังเดินสายไปแข่งฟุตซอลกับพวกผู้ใหญ่ตามรายการต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปในตัว แถมผลงานก็ทำได้ดีเกินวัย


อิทธิชา ประภาพันธ์ ได้โอกาสร่วมทีมฟุตซอลราชนาวี


ความสามารถของลูกหลานทหารเรือรายนี้ ไปเข้าหู พ.จ.อ.ไพฑูรย์ บุญศรี ที่ตอนนั้นทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับสโมสรฟุตซอลราชนาวี ตัดสินใจทาบทามเด็กคนนี้มาร่วมฝึกซ้อมกับทีมที่สนามภูติอนันต์ บางนา ซึ่งก็เป็นเหมือนสนามหลังบ้านที่เขาผูกพันและรู้จักมาตั้งแต่เด็ก


เขาไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ ซ้อมเต็มที่จนสร้างความประทับใจให้กับทุกคนในทีม ก่อนจะได้มีชื่อเป็นหนึ่งในนักเตะของสโมสรราชนาวี ลงแข่งขันในศึกฟุตซอลไทยลีก ในปี 2008 ในขณะที่อายุเพียงแค่ 17 ปี และกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 


หลังจบการศึกษาที่โรงเรียนปทุมคงคา เด็กๆชุดนั้นถูก อาจารย์ ผดุง แก้วฉุย ที่มีบทบาทในสโมสรฟุตบอลพนักงานยาสูบ ผลักดันขึ้นมาเล่นฟุตบอลใหญ่ ในการแข่งขันลีกอาชีพทันที แต่สุดท้ายพวกเขายังเด็กเกินไป ไม่สามารถต่อกรในลีกระดับสูงได้ เป็นอันต้องตกชั้นไปในที่สุด


อิทธิชา ยังคงรับฟังเสียงหัวใจตัวเองเสมอ ก่อนจะตัดสินใจกลับไปร่วมทีมฟุตซอลของสโมสรราชนาวี ในฤดูกาล 2012 และนับตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่เคยย้ายทีมไปไหนอีกเลย ปักหลักเป็นกำลังสำคัญของราชนาวี แม้จะเป็นทีมเล็กๆ ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง แต่เขาก็เล่นฟุตซอลด้วยความสุขในแบบที่ไม่ต้องฝืนใจตัวเอง พาทีมไล่ล่าความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์บอลถ้วยรายการ เอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 2012-13 แถมยังมีชื่อยิงประตูได้ในเกมชิงชนะเลิศ ที่เอาชนะแคท เอฟซี 4-1 


อิทธิชา ประภาพันธ์ บาดเจ็บหนักที่สุดในชีวิต


ในช่วงเวลานั้นที่ฟุตซอลลีกบ้านเรากำลังตั้งไข่ นักกีฬาของแต่ละสโมสรสามารถออกไปเตะเดินสาย หรือแข่งขันฟุตบอลใหญ่เพื่อหารายได้เสริม เพราะต้องยอมรับว่าลำพังแค่ค่าแรงที่ได้รับจากการเล่นฟุตซอลมันไม่เพียงพอ


เส้นทางสายลูกหนังกำลังไปได้สวย แต่เขาโชคร้ายได้รับบาดเจ็บหนักที่สุดในชีวิตกับการออกไปเล่นฟุตบอล 11 คน ในการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานประเภท ข. ให้กับทีมบางนา เอฟซี ด้วยอาการเอ็นไขว้หน้าขาด เป็นเหตุให้ต้องพักรักษาตัวนานถึง 1 ปีเต็ม!


อิทธิชา ใช้เวลานี้ทบทวนเรื่องราวในชีวิต จนรู้ดีว่าการจะเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องดูแลร่างกายตัวเองให้ดีกว่านี้ จากคนที่ไม่เคยรู้จักฟิตเนส ไม่เคยสนใจเข้ายิมเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่อาการบาดเจ็บครั้งนั้นคือบทเรียนล้ำค่าที่สุดในชีวิต


กลายเป็นการกลับมาครั้งนี้ของเขาได้อัปเดตเวอร์ชั่นใหม่เป็นที่เรียบร้อย เขามาพร้อมกับร่างกายที่ฟิตกว่าเดิม และเมื่อบวกกับความสามารถในสนาม ทำให้เขากลายเป็นหัวใจสำคัญของราชนาวีมาอย่างยาวนาน วิ่งไม่มีหมด ยืนระยะด้วยแรงเหลือๆ ที่สำคัญร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ไม่ค่อยเจอกับอาการบาดเจ็บออดๆ แอดๆ ทำให้เขาได้ลงเล่นด้วยฟอร์มที่สม่ำเสมอ


อิทธิชา ประภาพันธ์ ติดทีมชาติครั้งแรก


ผลงานที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาได้โอกาสครั้งสำคัญในชีวิต กับการติดทีมชาติไทย ชุดมหาวิทยาลัยโลก ที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ ในปี 2016 ซึ่งจบด้วยการคว้าอันดับ5 มาครองได้อย่างยอดเยี่ยม


จากนั้นเจ้าตัวได้โอกาสติดทีมชาติไทย ชุดบี ในการแข่งขัน PTT FUTSAL THAILAND FIVE 2020 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ก่อนคว้าอันดับ3 มาครอง


แม้จะได้มีโอกาสสวมเสื้อทีมชาติไทย แต่ก็ยังไม่ใช่ทีมชุดใหญ่ที่เขาเฝ้ารอ อิทธิชา กลับไปมุ่งมั่นเต็มที่กับต้นสังกัด จนกระทั่งในปี 2021 ก็ถึงวันอำลาสนามหลังบ้านที่เขารับใช้มาอย่างยาวนาน โดยสถานนีต่อไปคือ การท่าเรือ เอเอสเอ็ม ทีมที่มีทรัพยากรณ์พร้อมที่จะไล่ล่าความสำเร็จ และท้าทายกับชีวิตได้มากกว่า


ซีซั่นแรกในสีเสื้อการท่าเรือฯ จบการแข่งขันอันดับ4 ในลีก และคว้ารองแชมป์สโมสรอาเซียน แต่ในฤดูกาลถัดมา เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง อิทธิชา กลายเป็นส่วนสำคัญพาการท่าเรือฯ พุ่งชนความสำเร็จ


10 ประตู 8 แอสซิสต์ ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากๆในการเล่นเป็นตัวหลัง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังช่วยให้ทีมมีสถิติเสียประตูน้อยที่สุดในลีก ผงาดคว้าแชมป์ฟุตซอลลีกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ พ่วงด้วยรางวัลนักเตะทรงคุณค่าของลีกในปี 2022


อิทธิชา ประภาพันธ์ ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรก


ด้วยผลงานที่โดดเด่น ทำให้ คาร์ลอส เซซาร์ กุนซือทีมฟุตซอลไทยเวลานั้น เรียกตัวติดทีมชุดใหญ่ทันที เพื่อมาชิมลางในศึกคอนติเนนทัล ฟุตซอล แชมป์เปี้ยนชิพ ไทยแลนด์ 2022 ซึ่งเจ้าตัวยิงไป 3 ประตู เป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ และพาทีมชาติไทยจบอันดับ3 ก่อนจะติดทีมไปลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย 2022 ที่ประเทศคูเวต คว้าอันดับ4 มาครอง


ในวัย 31 ปี ที่มีพร้อมทั้งความสามารถและประสบการณ์ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทีมชาติไทย ไม่เคยขาดนักเตะที่ชื่อ อิทธิชา ประภาพันธ์ อีกเลย 


วันเวลาผ่านไป จากน้องใหม่ในนามทีมชาติ เขาใช้ทั้งความสามารถ บทเรียนที่เคยผ่านมา เป็นเครื่องเตือนใจว่าความมีวินัยสำคัญที่สุด อิทธิชา กลายเป็นศูนย์รวมใจของน้องๆและเพื่อนๆในทีม จนได้รับความไว้วางใจรับบทกัปตันทีมเต็มตัว และกำลังพาทีมไล่ล่าแชมป์ฟุตซอลอาเซียน 2026 มาครองให้ได้ 


แฟนๆฟุตซอลไทยสามารถตามให้กำลังใจและติดตามเชียร์ทีมชาติไทยของเราในการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์อาเซียน 2026 ได้ทางแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว