หลักฐานใหม่ชี้! มนุษย์โบราณขนส่งหินสโตนเฮนจ์ยักษ์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ธารน้ำแข็ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
หลักฐานใหม่ชี้! มนุษย์โบราณขนส่งหินสโตนเฮนจ์ยักษ์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ธารน้ำแข็ง

การค้นพบล่าสุดอาจพลิกโฉมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับ สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) หนึ่งในโบราณสถานวงหินขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงและลึกลับที่สุดในโลกของประเทศอังกฤษ เมื่อมีการศึกษาวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแอเบอริสต์วิธ (Aberystwyth University) สหราชอาณาจักร ได้นำเสนอหลักฐานที่น่าสนใจ ซึ่งบ่งชี้ว่าหินบลูสโตนขนาดมหึมาที่ประกอบขึ้นเป็นวงแหวนด้านในของสโตนเฮนจ์ ถูกขนส่งโดยมนุษย์เป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ไม่ใช่อย่างที่เคยสันนิษฐานกันมานานว่าถูกขนส่งและจัดเรียงมาโดยธารน้ำแข็ง 

สรุปข่าว

หลักฐานใหม่ชี้: หินบลูสโตนยักษ์ของสโตนเฮนจ์ถูกมนุษย์ขนส่งเป็นระยะทางกว่า 200 กม. ไม่ใช่ธารน้ำแข็ง รอยบนหิน: นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัย Aberystwyth พบว่ารอยบนหินไม่ใช่การกัดเซาะของธารน้ำแข็ง แต่เป็นรอยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ น้ำหนักมหาศาล: หินแต่ละก้อนหนักถึง 3.5 ตัน แสดงถึงการวางแผนและจัดการที่น่าทึ่งของคนยุคหิน แหล่งกำเนิดหิน: การวิเคราะห์ยืนยันว่าหินมาจากแนวหินในภูเขา Preseli ประเทศเวลส์ ความสำเร็จของมนุษย์: หากข้อสรุปนี้เป็นจริง สโตนเฮนจ์คือตัวอย่างอันน่าทึ่งของวิศวกรรมและความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ในอดีต

การค้นพบล่าสุดอาจพลิกโฉมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับ สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) หนึ่งในโบราณสถานวงหินขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงและลึกลับที่สุดในโลกของประเทศอังกฤษ เมื่อมีการศึกษาวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแอเบอริสต์วิธ (Aberystwyth University) สหราชอาณาจักร ได้นำเสนอหลักฐานที่น่าสนใจ ซึ่งบ่งชี้ว่าหินบลูสโตนขนาดมหึมาที่ประกอบขึ้นเป็นวงแหวนด้านในของสโตนเฮนจ์ ถูกขนส่งโดยมนุษย์เป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ไม่ใช่อย่างที่เคยสันนิษฐานกันมานานว่าถูกขนส่งและจัดเรียงมาโดยธารน้ำแข็ง 

หลักฐานใหม่ "หลักฐานความเกี่ยวข้องของมนุษย์บนหินยักษ์" 


หนึ่งในก้อนหินที่โดดเด่นของสโตนเฮนจ์อย่าง “บลูสโตน” ซึ่งอยู่ในวงแหวนด้านใน ซึ่งแต่ละก้อนหนัก 3.5 ตัน หรืออาจจะเทียบเท่าได้กับน้ำหนักของรถยนต์ซีดานสองคัน โดย ริชาร์ด อี. เบวินส์ (Richard E. Bevins) นักโบราณคดีจาก มหาวิทยาลัยแอเบอริสต์วิธ (Aberystwyth University) ประเทศเวลส์ สหราชอาณาจักร

และทีมงานอธิบายว่า "ความพยายามของมนุษย์ในการขนย้ายหินขนาดใหญ่ไปยังพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ นักวิชาการชี้ว่า สิ่งนี้สะท้อนถึงระดับการวางแผนและการจัดการที่ซับซ้อนอย่างยิ่งของผู้คนในยุคหินใหม่" "The human effort involved in acquiring and moving these stones across such distances cannot be overstated,It speaks to a remarkable level of planning and organization in the Neolithic."

การค้นพบที่สำคัญคือการวิเคราะห์ก้อนหินนิวออลล์ (Newall Boulder) ก้อนหินขนาดคล้ายลูกฟุตบอลขนาดประมาณ 22 × 15 × 10  เซนติเมตรที่ถูกพบระหว่างการขุดค้นสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ในปี 1924 ซึ่งเดิมทีนักโบราณคดีเชื่อว่าถูกพัดพามาโดยธารน้ำแข็ง พบว่ารอยบนหินเหล่านั้นไม่ใช่รอยขีดข่วนจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง แต่เป็นรอยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ร่วมกับการผุกร่อนของพื้นผิว 

นอกจากนี้ ยังพบเศษหินในบริเวณสโตนเฮนจ์ที่มีขอบลักษณะตรงกับพื้นผิวของหินก้อนอื่น ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการตัดแต่งหินเหล่านั้นอย่างจงใจ ไม่ได้เกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ เศษหินที่พบในสโตนเฮนจ์ ยังมีร่องรอยขอบที่เหมือนจะถูกเจียรหรือตัดให้เข้ากับหินก้อนอื่นอย่างตั้งใจ เพื่อให้เข้ารูปกับหินหลักในสโตนเฮนจ์ ไม่ใช่เกิดจากการกัดเซาะ 

ยิ่งไปกว่านั้น การวิเคราะห์ทางเคมีธรณีวิทยาในปี 2023 ของ ริชาร์ด อี. เบวินส์ (Richard E. Bevins)  ยืนยันว่าหินดังกล่าว มีต้นกำเนิดมาจากแนวหินในเทือกเขาเพรเซลี (Preseli) ประเทศเวลส์ โดยมีลักษณะเฉพาะทางเคมีธรณีวิทยาที่ตรงกันอย่างสมบูรณ์


สรุปหินถูกขนโดยมนุษย์ หรือธารน้ำแข็ง?


อย่างไรก็ตาม อ้างอิงจากเว็บไซต์ข่าวสารวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ Science Alert การค้นพบนี้ก็ไม่ได้ปราศจากข้อโต้แย้ง ไบรอัน สตีเฟน จอห์น (Brian Stephen John) นักธรณีศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยเดอร์แฮม (Durham University) ประเทศสหราชอาณาจักร ยังคงเชื่อว่าคำอธิบายที่เรียบง่ายที่สุดคือ หินบลูสโตน (bluestone) ที่ปรากฏในสโตนเฮนจ์เป็น ก้อนหินที่ธารน้ำแข็งพัดพามา (glacial erratics) จากทางตะวันตก แล้วถูกวางทิ้งไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งซึ่งยังไม่ถูกค้นพบ บนหรือใกล้ที่ราบซอลส์เบอรี (Salisbury Plain) ก่อนที่มนุษย์ในยุคหินใหม่จะมาเก็บรวบรวมและนำไปใช้ในการก่อสร้างในภายหลัง

เขาให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า หากหินเหล่านี้ถูกพัดพามาโดยธารน้ำแข็งอย่างน้อยบางส่วน ก็ควรจะมีหินประเภทเดียวกันปรากฏกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณอื่น ๆ เช่นทางตะวันออกของเมืองนาร์เบิร์ธ (Narberth) ด้วย แต่กลับไม่พบร่องรอยของหินชนิดที่เรียกว่า โดเลอไรต์แบบมีลายจุด (spotted dolerite) เลยในพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งเป็นชนิดของหินบลูสโตนที่ใช้ในสโตนเฮนจ์อย่างแพร่หลาย ข้อสังเกตนี้ จึงถูกใช้สนับสนุนแนวคิดฝั่งที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้มีบทบาทหลักในการขนย้ายหินเหล่านี้ในภายหลัง 

ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว ก็ยังเสนอว่า “หินอัลเทอร์ (Altar Stone)” ซึ่งเป็นหินหมายเลข 80 ที่ตั้งอยู่ตรงกลางของสโตนเฮนจ์ อาจถูกขนย้ายมาจากจุดต้นทางในประเทศสกอตแลนด์ เป็นระยะทางไกลถึง 750 กิโลเมตร

หมายเหตุ: “หินบลูสโตน” เป็นชื่อเรียกรวมของหินหลายชนิดที่ไม่ใช่หินท้องถิ่นของที่ราบซอลส์เบอรี โดยส่วนใหญ่เป็นหินโดเลอไรต์แบบมีลายจุด ซึ่งพบได้ในเทือกเขาเพรเซลี ประเทศเวลส์

แม้ว่าวิธีการที่แน่นอนในการขนส่งหินเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา แต่การค้นพบนี้ได้ตอกย้ำถึงความสามารถอันน่าทึ่งของมนุษย์ในยุคหิน หากสมมติฐานการขนส่งโดยมนุษย์เป็นจริง สโตนเฮนจ์จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ทางวิศวกรรมและความเฉลียวฉลาดที่มนุษย์ยุคโบราณสามารถทำได้ โดยใช้เพียงกำลังกายและการทำงานเป็นทีม

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Archaeological Science

หากสนใจอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) สามารถอ่านได้ที่ ไขปริศนา "หินสโตนเฮนจ์" นักธรณีเผยอาจเคลื่อนที่มาไกล 750 กิโลเมตร

sticky-bar-top