เผย “วิกฤต AI” ปี 2025 สูบน้ำมหาศาล - พ่นมลพิษเท่าสถิติ “มหานครนิวยอร์ก”

Share on Line Share on Facebook Share on X
เผย “วิกฤต AI” ปี 2025 สูบน้ำมหาศาล - พ่นมลพิษเท่าสถิติ “มหานครนิวยอร์ก”

ผลการศึกษาล่าสุดตีแผ่ความจริงด้านมืดของเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยระบุว่าในปี 2025 นี้ AI สร้างมลพิษทางคาร์บอนเทียบเท่ากับปริมาณที่ “มหานครนิวยอร์ก” ทั้งเมืองผลิตขึ้น และใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาล เท่าปริมาณน้ำดื่มบรรจุขวดที่คนทั้งโลกบริโภครวมกัน

สรุปข่าว

ผลการศึกษาล่าสุดปี 2025 ในวารสาร Patterns เผยด้านมืดของ AI ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 32 - 79 ล้านตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยมลพิษของมหานครนิวยอร์กทั้งเมือง ทั้งยังใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาลเพื่อระบายความร้อนในศูนย์ข้อมูลเทียบเท่ากับปริมาณน้ำดื่มที่คนทั้งโลกบริโภครวมกัน

ผลการศึกษาล่าสุดตีแผ่ความจริงด้านมืดของเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยระบุว่าในปี 2025 นี้ AI สร้างมลพิษทางคาร์บอนเทียบเท่ากับปริมาณที่ “มหานครนิวยอร์ก” ทั้งเมืองผลิตขึ้น และใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาล เท่าปริมาณน้ำดื่มบรรจุขวดที่คนทั้งโลกบริโภครวมกัน

รายงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร แพตเทิร์น (Patterns) โดย อเล็กซ์ เดอ ฟรีส์-เกา (Alex de Vries-Gao) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเสรีอัมสเตอร์ดัม (VU Amsterdam) ชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขผลกระทบที่ปรากฏนี้ เป็นเพียงการประเมินที่ทำได้เบื้องต้น เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่ ยังคงปิดบังข้อมูลตัวเลขของการใช้พลังงานที่แท้จริง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ความต้องการพลังงานของ AI ทั่วโลกในปีนี้อาจสูงถึง 23 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งมากกว่าพลังงานที่ใช้ในการขุดบิทคอยน์ (Bitcoin) ตลอดทั้งปี 2024 และก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำ

โดยกระบวนการทำงานของ AI ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศระหว่าง 32 - 79 ล้านตันต่อปี เทียบกับมหานครนิวยอร์ก ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 50 ล้านตันต่อปี และมีการคาดการณ์ว่า AI ใช้น้ำระหว่าง 312,000 - 764,000 ล้านลิตร ในปี 2025 เพื่อใช้ในระบบหล่อเย็นของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า

ตัวเลขการใช้น้ำที่พุ่งสูงเกินความคาดหมายนี้ เป็นผลพวงจากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ซึ่งส่งผลให้มีการเร่งสร้างโรงไฟฟ้าและศูนย์ข้อมูลใหม่ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่เริ่มเกิดกระแสต่อต้านจากคนในท้องถิ่น ที่กังวลเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า

นักวิชาการชี้ว่าปัญหาสำคัญคือ ถึงแม้บริษัทเทคฯ จะแจ้งตัวเลขรวมในรายงานความยั่งยืนประจำปี แต่กลับไม่ยอมแยกรายละเอียดว่าเฉพาะส่วนของ AI นั้นใช้ทรัพยากรไปเท่าไหร่ ทำให้สาธารณชนมองไม่เห็นภาพรวมที่แท้จริงของต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม

โดยนักวิชาการกล่าวทิ้งท้ายว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นมหาศาลนี้ อาจเป็นราคาที่ทุกคนบนโลกต้องร่วมจ่าย พร้อมเรียกร้องให้สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความเป็นธรรมของเทคโนโลยี AI ที่กำลังแลกมาด้วยวิกฤตสิ่งแวดล้อม

ที่มาข้อมูล : https://www.theverge.com/news/845831/ai-chips-data-center-power-water

ที่มารูปภาพ : unsplash

sticky-bar-top