“ดูไบ” ปฏิวัติห้องเรียนหมอ ปั้นนวัตกรรม AI “แพทย์เสมือน” ช่วยเรียนรู้ไวขึ้น 30%

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ดูไบ” ปฏิวัติห้องเรียนหมอ ปั้นนวัตกรรม AI “แพทย์เสมือน” ช่วยเรียนรู้ไวขึ้น 30%

มหาวิทยาลัยการแพทย์ดูไบ (Dubai Medical University - DMU) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศรุกคืบสู่โลกอนาคตด้วยการนำระบบ AI อัจฉริยะ ทั้งตัวละครเสมือนจริง (Avatars), ระบบจำลองผู้ป่วย และเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง เมตาเวิร์ส (Metaverse) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนหลักสำหรับนักศึกษาแพทย์ เภสัชศาสตร์ และพยาบาล

สรุปข่าว

มหาวิทยาลัยการแพทย์ดูไบ (DMU) ยกระดับการศึกษาแพทยศาสตร์ด้วยการนำเทคโนโลยี AI Avatars, Metaverse และหุ่นจำลองอัจฉริยะ มาปรับใช้ในหลักสูตรเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เสมือนจริง โดยมีตัวละครหลักอย่าง ดร. ไลลา ที่ให้ความรู้ด้านสมุนไพร และ ดร. อัลยา ที่สนับสนุนด้านวิชาการ พร้อมทั้งฝึกทักษะคลินิกกับหุ่นจำลองผู้ป่วย ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดระยะเวลาการเรียนการสอนลงได้ถึง 20-30% แต่ยังมีการควบคุมความถูกต้องของข้อมูลอย่างเข้มงวดโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมุ่งเน้นการใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพให้แก่นักศึกษาแพทย์ในยุคดิจิทัลมากกว่าการเข้ามาแทนที่มนุษย์

มหาวิทยาลัยการแพทย์ดูไบ (Dubai Medical University - DMU) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศรุกคืบสู่โลกอนาคตด้วยการนำระบบ AI อัจฉริยะ ทั้งตัวละครเสมือนจริง (Avatars), ระบบจำลองผู้ป่วย และเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง เมตาเวิร์ส (Metaverse) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนหลักสำหรับนักศึกษาแพทย์ เภสัชศาสตร์ และพยาบาล

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการเปิดตัวสองตัวละครปัญญาประดิษฐ์เสมือนจริง หรือ เอไอ อวาตาร์ (AI Avatars) ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยเอง เพื่อทำหน้าที่ดูแลนักศึกษา

ตัวแรกคือ ดร. ไลลา (Doctor Layla) ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและยาจากธรรมชาติ ทำหน้าที่ไกด์นักศึกษาในเรือนกระจกที่มีพืชสมุนไพรกว่า 400 ชนิด เพื่อวิจัยและพัฒนายาที่ไร้ผลข้างเคียง และอีกหนึ่งตัวละครคือ ดร. อัลยา (Doctor Alya) หรือ คณบดีเงา (AI Shadow Dean) ที่คอยสนับสนุนด้านวิชาการ การจัดการหลักสูตร และตอบคำถามด้านบริหารจัดการ

ทีมพัฒนาระบุว่า ระบบนี้ ช่วยลดเวลาในการค้นหาข้อมูลจากตำราแบบเดิม และแม้ว่า AI จะมีความเสี่ยงเรื่องการสร้างข้อมูลเท็จ หรือ Hallucination แต่ทางมหาวิทยาลัยได้ควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด โดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การใช้งานเทคโนโลยีนี้ ยังไม่ใช่แค่เพียงแค่หน้าจอโต้ตอบ แต่นักศึกษายังได้ฝึกปฏิบัติจริงกับหุ่นจำลองผู้ป่วย AI อย่าง แอนดรูว์ (Andrew) ที่จำลองสถานการณ์ผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ ให้นักศึกษาปี 1 ได้ฝึกวินิจฉัย ซักประวัติ และทำหัตถการเสมือนอยู่ในสถานการณ์จริงอีกด้วย

ทางมหาวิทยาลัยอ้างว่าข้อมูลจากการทดสอบ พบว่าการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ช่วยลดระยะเวลาในการเรียนการสอนลงได้ถึงร้อยละ 20-30 และถึงแม้หลายคนจะกังวลว่า AI จะมาแย่งงานในสายการแพทย์ แต่ในมุมมองของสถาบันการศึกษา มองว่า AI คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพ และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหนือชั้นให้กับแพทย์รุ่นใหม่ในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

ที่มาข้อมูล : reutersconnect.com

ที่มารูปภาพ : Reuters

sticky-bar-top