Samsung เปิดตัว Galaxy S26 Series ชูแนวคิด “Agentic AI Phone” เลขาส่วนตัวอัจฉริยะที่คิดแทนเราได้

Share on Line Share on Facebook Share on X
Samsung เปิดตัว Galaxy S26 Series ชูแนวคิด “Agentic AI Phone” เลขาส่วนตัวอัจฉริยะที่คิดแทนเราได้

สิ้นสุดการรอคอย เมื่อซัมซุง (Samsung) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ เปิดตัวสมาร์ตโฟน Galaxy S26 Series อย่างเป็นทางการในงาน Galaxy Unpacked เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่สเปกแรง แต่ยังมาพร้อมคีย์เวิร์ดสำคัญคือการก้าวเข้าสู่ยุค “Agentic AI phone” ที่หลังจากนี้สมาร์ตโฟนจะไม่ได้มีไว้แค่ตอบคำถาม แต่กำลังจะกลายเป็นเลขาส่วนตัวอัจฉริยะในมือคุณ

สรุปข่าว

Samsung เปิดตัว Galaxy S26 Series พร้อมชูแนวคิด “Agentic AI Phone” ในงาน Galaxy Unpacked พลิกบทบาทสมาร์ตโฟนจากผู้ช่วยตอบคำถาม สู่ผู้ช่วยที่สามารถวางแผนและจัดการงานแทนผู้ใช้ได้จริง ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ Agentic Experience การทำงานแบบข้ามแอปหลายขั้นตอน และระบบ Multi-Agent ที่ผสาน Bixby, Gemini และ Perplexity มุ่งเน้นการคาดการณ์และจัดการงานในชีวิตประจำวันแทนผู้ใช้ได้อย่างไร้รอยต่อ

สิ้นสุดการรอคอย เมื่อซัมซุง (Samsung) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ เปิดตัวสมาร์ตโฟน Galaxy S26 Series อย่างเป็นทางการในงาน Galaxy Unpacked เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่สเปกแรง แต่ยังมาพร้อมคีย์เวิร์ดสำคัญคือการก้าวเข้าสู่ยุค “Agentic AI phone” ที่หลังจากนี้สมาร์ตโฟนจะไม่ได้มีไว้แค่ตอบคำถาม แต่กำลังจะกลายเป็นเลขาส่วนตัวอัจฉริยะในมือคุณ

Agentic AI vs Generative AI: จากผู้ช่วยตอบคำถามสู่ผู้ช่วยลงมือทำแทนคุณ

ในสมาร์ตโฟนของซัมซุงรุ่นก่อนหน้าจะใช้ Generative AI หรือ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างสรรค์เนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ รวมไปถึงการตอบคำถามตามที่เราสั่งเพียงอย่างเดียว 

แต่ Agentic AI บนสมาร์ตโฟนของ Galaxy S26 Series คือขั้นกว่า เรียกได้ว่าทำงานเหมือนเลขาส่วนตัวอัจฉริยะ ซึ่งมีทักษะในการวางแผนและตัดสินใจลงมือทำแทนเราได้จริง  เช่น เตรียมแผน นัดหมาย หรือสรุปผลให้อย่างชาญฉลาดตามบริบทการใช้งานผู้ใช้ นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานข้ามแอปหลายขั้นตอนได้ด้วยคำสั่งเดียว ซึ่งต่างจากเดิมที่ทำได้เพียงฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งเท่านั้น

5 ไฮไลต์เด่นของเทคโนโลยี AI ใน Galaxy S26 Series

  1. Agentic Experience: ประสบการณ์การใช้งานที่ AI สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนข้ามแอปได้ (Multi-step tasks) เช่น สั่งจองแท็กซี่ผ่าน Gemini AI จะจัดการหาพิกัด ยืนยัน และแจ้งเตือนให้เสร็จสรรพในที่เดียว 

  2. Now Nudge: ฟีเจอร์ที่ทำหน้าที่ตือนเชิงรุกแบบเข้าใจบริบท เช่น ถ้าเพื่อนทักมาขอดูรูปทริปล่าสุด ระบบจะเตรียมรูปในแกลเลอรีไว้ให้คุณส่งได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอปไปหาเอง 

  3. Customized Chipset: ขุมพลัง Snapdragon 8 Elite Gen 5 (for Galaxy) ที่อัปเกรด NPU แรงขึ้น 39% เพื่อรองรับการประมวลผล Agentic AI ในเครื่องที่ลื่นไหลกว่าเดิม 

  4. Multi-Agent Ecosystem: ผสานการทำงานของ AI แถวหน้าระดับโลกไว้ในเครื่องเดียว ทั้ง Bixby ที่เน้นสั่งงานในตัวเครื่อง Gemini ที่เน้นจัดการงานข้ามแอปและ Google ecosystem รวมถึง Perplexity ที่เน้นการค้นหาข้อมูลแบบเจาะลึก เพื่อการใช้งานที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ

  5. Photo Assist: ฟีเจอร์ AI สำหรับปรับแต่งภาพหลังการถ่ายที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ ให้ผู้ใช้แก้ไขภาพได้ด้วยคำสั่งข้อความ เพียงพิมพ์บอกว่าต้องการแก้ไขส่วนใด ระบบสามารถปรับบรรยากาศจากภาพกลางวันเป็นกลางคืน หรือแม้แต่เปลี่ยนชุดที่สวมใส่ในภาพให้ดูแนบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ

งานเปิดตัวของซัมซุงครั้งนี้ กำลังสะท้อนให้เห็นชัดว่าเมื่อ Agentic AI ทำได้มากกว่าการสร้างคำตอบ สมาร์ตโฟนอาจไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สื่อสารอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้ช่วยอัจฉริยที่เข้าใจ คาดการณ์ และจัดการงานแทนเราในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราพร้อมแค่ไหนที่จะมอบความไว้วางใจให้ AI เป็นผู้ตัดสินใจจองนัดหมาย จัดการข้อมูลส่วนตัว หรือแม้แต่ทำธุรกรรมแทนเราในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Galaxy Unpacked February 2026

ที่มารูปภาพ : Samsung

แท็กบทความ