NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ในเดือนกันยายนนี้

Share on Line Share on Facebook Share on X
NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ในเดือนกันยายนนี้

วันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ได้ประกาศความสำเร็จในการประกอบกล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน (Nancy Grace Roman Space Telescope) อย่างเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในห้องคลีนรูมของศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ด (Goddard Space Flight Center) สหรัฐอเมริกา 

สรุปข่าว

NASA ประกอบกล้อง Nancy Grace Roman Space Telescope สำเร็จ เตรียมปล่อยด้วย Falcon Heavy กันยายน 2026 เร็วกว่ากำหนดและใช้งบต่ำกว่าคาด กล้องโรมันมีมุมมองกว้างกว่าฮับเบิล 100 เท่า สำรวจจักรวาลเร็วกว่า 1,000 เท่า มุ่งไขปริศนา Dark Matter และ Dark Energy พร้อมเทคโนโลยีโคโรนากราฟสำหรับถ่ายภาพดาวเคราะห์นอกระบบโดยตรง ปูทางสู่ภารกิจดาราศาสตร์ยุคใหม่

วันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ได้ประกาศความสำเร็จในการประกอบกล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน (Nancy Grace Roman Space Telescope) อย่างเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในห้องคลีนรูมของศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ด (Goddard Space Flight Center) สหรัฐอเมริกา 

ผู้อำนวยการของนาซาจาเร็ด ไอแซคแมน (Jared Isaacman) พร้อมคณะผู้บริหารได้เปิดเผยว่า ภารกิจใหม่นี้เตรียมพร้อมที่จะปล่อยขึ้นสู่อวกาศในช่วงต้นเดือนกันยายน ปี 2026 ผ่านจรวด Falcon Heavy ของบริษัท SpaceX

ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสำคัญที่ทีมงานสามารถดำเนินการได้เร็วกว่ากำหนดการเดิมถึง 8 เดือนและยังใช้งบประมาณต่ำกว่าที่ตั้งไว้ โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการดาราศาสตร์ ติดตั้งกระจกปฐมภูมิขนาด 2.4 เมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble) แต่มีความโดดเด่นเหนือกว่าด้วย ความสามารถในการถ่ายภาพที่มีขอบเขตการมองเห็น (Field of View) กว้างกว่าฮับเบิลอย่างน้อย 100 เท่า

ไม่เพียงเท่านั้น กล้องโรมันยังสามารถสำรวจและทำแผนที่ท้องฟ้าได้เร็วกว่าฮับเบิลถึง 1,000 เท่า โดยการประมวลผลข้อมูลที่กล้องโรมันสามารถทำได้ภายใน 1 ปีนั้น เทียบเท่ากับสิ่งที่ฮับเบิลต้องใช้เวลาทำถึง 2,000 ปี

คาดการณ์กล้องโรมันจะสามารถผลิตข้อมูลทางดาราศาสตร์ได้มหาศาลถึง 500 เทราไบต์ต่อปี โดยใช้กล้องหลัก คือ Wide Field Instrument (WFI) ซึ่งมีความละเอียด 300 เมกะพิกเซล จะทำงานในช่วงคลื่นแสงที่มองเห็นได้และอินฟราเรดใกล้ เพื่อเก็บภาพมุมกว้างของจักรวาลแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

เป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของกล้องโรมัน คือ การสืบค้นโครงสร้างขนาดใหญ่และวิวัฒนาการของเอกภพ พร้อมทั้งพยายามไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ นั่นคือ สสารมืด (Dark Matter) และพลังงานมืด (Dark Energy) ซึ่งเป็นสสารและพลังงานลึกลับที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 95% ของจักรวาล แต่ยังไม่เคยมีใครตรวจพบอย่างแน่ชัด โดยใช้ความสามารถในการมองเห็นที่กว้างขวาง

กล้องโรมันจะสามารถถ่ายภาพกาแล็กซีจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างวิสต้าของจักรวาลแบบ 3 มิติ ติดตามอัตราการขยายตัวของเอกภพ และสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ซูเปอร์โนวานับพันแห่ง เพื่อนำมาแกะรอยประวัติศาสตร์การกำเนิดและจุดจบของดวงดาว

นอกจากนั้น กล้องโรมันยังติดตั้งเครื่องมือสาธิตเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างโคโรนากราฟ (Coronagraph) ซึ่งใช้ออปติกแบบปรับตัวได้ (Adaptive Optics) เพื่อบล็อกแสงสว่างจ้าจากดาวฤกษ์ดวงแม่ การทำงานนี้จะช่วยให้สามารถสะท้อนแสงเพื่อถ่ายภาพ ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanets) ที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดีได้โดยตรง

องค์การนาซาระบุว่า โคโรนากราฟของกล้องโรมันมีประสิทธิภาพในการตรวจจับดาวเคราะห์ที่หรี่แสงกว่าดาวฤกษ์แม่ถึง 100 ล้านเท่า ซึ่งดีกว่าโคโรนากราฟในอวกาศที่มีอยู่ในปัจจุบันถึง 100 - 1,000 เท่า 

ความสำเร็จของเครื่องมือนี้จะปูทางไปสู่การสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศระดับเรือธงในอนาคต เช่น Habitable Worlds Observatory

ในส่วนของแผนการดำเนินงานขั้นต่อไป นาซามีกำหนดส่งตัวกล้องโรมันไปยังศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาในช่วงเดือนมิถุนายน เพื่อนำไปประกอบเข้ากับจรวด Falcon Heavy หลังจากการปล่อยตัวจากฐานปล่อย 39B กล้องโรมันจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 เดือน เพื่อไปประจำการยัง จุดลากรองจ์ที่ 2 (Lagrange Point 2 หรือ L2) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ห่างจากโลกราว 1.5 ล้านกิโลเมตรและเป็นวงโคจรเดียวกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST)

วงโคจรนี้จะช่วยปกป้องตัวกล้องจากความร้อนของดวงอาทิตย์และช่วยให้สามารถสื่อสารกับโลกได้อย่างเสถียร โดยกระบวนการเปิดระบบและปรับเทียบเครื่องมือต่าง ๆ จะใช้เวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปจนถึง 2 เดือน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการทีมงานจะสามารถเห็นภาพแรกของกล้องโรมันได้ภายในสิ้นปีนี้  

ที่มาข้อมูล : Space, NASA

ที่มารูปภาพ : Space, NASA