ฉลองครบรอบ 36 ปี กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล: เผยความลับแห่งเนบิวลาสามแฉก (Trifid Nebula)

Share on Line Share on Facebook Share on X
ฉลองครบรอบ 36 ปี กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล: เผยความลับแห่งเนบิวลาสามแฉก (Trifid Nebula)

วันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปี ของการทำภารกิจในอวกาศเมื่อปี ค.ศ. 1990 กล้องฮับเบิลได้ทำการสังเกตการณ์ไปแล้วมากกว่า 1.7 ล้านครั้ง และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระพิเศษนี้ องค์การนาซา (NASA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายใหม่ล่าสุดของเนบิวลาสามแฉก (Trifid Nebula) ซึ่งเป็นภาพแสดงรายละเอียดของใจกลางของแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ที่งดงามด้วยสีสันที่หลากหลาย 

สรุปข่าว

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble Space Telescope ฉลองครบรอบ 36 ปี พร้อมเผยภาพใหม่ของ Trifid Nebula แหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ห่างโลกกว่า 4,000 ปีแสง ที่เผยโครงสร้างก๊าซ ฝุ่น และดาวฤกษ์เกิดใหม่อย่างละเอียด ภาพนี้ช่วยให้นักดาราศาสตร์ศึกษาการก่อตัวของดาว เช่น จานกำเนิดดาวเคราะห์ และลำสสารจากดาวฤกษ์แรกเกิด โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังเกือบ 30 ปี

วันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปี ของการทำภารกิจในอวกาศเมื่อปี ค.ศ. 1990 กล้องฮับเบิลได้ทำการสังเกตการณ์ไปแล้วมากกว่า 1.7 ล้านครั้ง และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระพิเศษนี้ องค์การนาซา (NASA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายใหม่ล่าสุดของเนบิวลาสามแฉก (Trifid Nebula) ซึ่งเป็นภาพแสดงรายละเอียดของใจกลางของแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ที่งดงามด้วยสีสันที่หลากหลาย 

รู้จักกับเนบิวลา 3 แฉก (Messier 20)

เนบิวลาสามแฉก หรือวัตถุท้องฟ้าหมายเลข Messier 20 ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) ห่างจากโลกของเราออกไปกว่า 4,000 ปีแสง เนบิวลาแห่งนี้ถูกตั้งชื่อโดย จอห์น เฮอร์เชล (John Herschel) นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ซึ่งมองเห็นผ่านกล้องโทรทรรศน์ว่าเนบิวลามีลักษณะเป็น 3 แฉก ที่ถูกแบ่งด้วยแนวฝุ่น แม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีการค้นพบว่าความจริงแล้วมัน 4 แฉก ก็ยังคงใช้ชื่อเดิมคือ เนบิวลามีลักษณะเป็น 3 แฉก

โดยภาพถ่ายใหม่จากกล้องฮับเบิลเผยให้เห็นมุมมองที่ต่างออกไปจากกล้องบนพื้นโลกอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากกระจกขนาด 2.4 เมตร ของฮับเบิลสามารถเก็บรายละเอียดได้ลึกและชัดเจนอย่างหาตัวจับยาก

เจาะลึกรายละเอียดภาพถ่ายปริศนา

ภาพฉลองครบรอบนี้จับภาพเพียงส่วนเล็ก ๆ บริเวณปลายสุดของหนึ่งในสี่แนวฝุ่นขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากใจกลางเนบิวลา โดยภาพที่ปรากฏมีโครงสร้างก๊าซและฝุ่นขนาดมหึมาดูคล้ายกับยอดเขาขนาดยักษ์ที่มีหนามสองเส้นยื่นออกมาคล้ายหนวดของแมลง ซึ่งหนามทั้งสองนี้ คือ ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

1. หนามที่ชี้ขึ้นด้านบน คือ เสาก๊าซและฝุ่นความหนาแน่นสูงที่ยังไม่ถูกกัดเซาะจากรังสีอัลตราไวโอเลตและลมอนุภาคจากดาวฤกษ์เกิดใหม่ในบริเวณใกล้เคียงที่บริเวณปลายยอดของเสาต้นนี้ เราจะเห็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยมีโครงสร้างคล้ายปลายเล็บ ล้อมรอบอยู่ ซึ่งเชื่อว่านี่คือจานพอกพูนมวล (Circumstellar disk) ที่ในอนาคตจะรวมตัวก่อกำเนิดกลายเป็นดาวเคราะห์ต่อไป

2. หนามที่ชี้ไปทางซ้าย เป็นโครงสร้างที่เรียกว่า วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร (Herbig–Haro object) หรือที่ระบุชื่อเฉพาะว่า HH 399 มันคือลำแสงของสสาร (Jet) ที่พุ่งออกมาจากดาวฤกษ์ก่อนเกิด (Protostar) ซึ่งทำการดูดซับมวลสารรอบๆ เข้าไปมากเกินจนต้องพ่นมวลส่วนเกินพุ่งทะลุกลุ่มเมฆเนบิวลาออกไปไกลหลายปีแสง

การเปลี่ยนแปลงและพลังแห่งรังสี

การนำภาพถ่ายนี้ไปเปรียบเทียบกับภาพแรกของเนบิวลาสามแฉกที่ฮับเบิลเคยถ่ายไว้เมื่อปี 1997 ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถวัดความเร็วและดูโครงสร้างของลำแสงสสารที่เปลี่ยนไปในช่วงเวลา 29 ปี เพื่อทำความเข้าใจว่าดาวฤกษ์เกิดใหม่มีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร

นอกจากนี้ ในภาพยังมีสิ่งปกคลุมคล้ายทากอวกาศ หรือลูกอ๊อดอยู่ทางซ้าย ซึ่งเป็นกลุ่มก๊าซหนาแน่นที่กำลังต้านทานการแตกตัวจากรังสีของเนบิวลา หากสังเกตมุมขวาล่างของภาพที่มืดสนิท มันไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่าบนอวกาศ แต่เป็นกลุ่มก๊าซและฝุ่นที่หนาแน่นทึบแสงซึ่งอาจมีดาวฤกษ์กำลังก่อตัวอยู่ภายใน

ในขณะที่มุมซ้ายบนที่มีสีฟ้าอ่อนคือบริเวณที่ก๊าซแตกตัวเป็นไอออนเมื่อรังสีอัลตราไวโอเลตเริ่มพัดเป่าเนบิวลาให้จางลง แสงสีเหลืองรอบ ๆ หัวของทากอวกาศแสดงให้เห็นถึงรังสีที่กำลังแกะสลัก เนบิวลา คล้ายกับวิธีที่ลมพายุพัดกัดเซาะโขดหินในทะเลทรายนั่นเอง

มรดกที่ยังมีลมหายใจของฮับเบิล

ตลอด 36 ปี ข้อมูลการสังเกตการณ์ของฮับเบิลได้ก่อให้เกิดงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่า 23,000 ชิ้น เขียนโดยนักดาราศาสตร์เกือบ 29,000 คนทั่วโลก โดยมีถึง 1,100 ชิ้นที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2025 เพียงปีเดียว แม้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจะมีอายุมากแล้ว แต่มันก็ยังคงเดินหน้าปฏิบัติงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกินกว่าที่จะถูกมองเป็นเพียงแค่ผลงานในอดีต 

ที่มาข้อมูล : Space, NASA

ที่มารูปภาพ : Space, NASA