คืนชีพตำนาน! “Val Kilmer” บนจอ “As Deep as the Grave” บทบาทสุดท้ายที่ AI สานต่อ

Share on Line Share on Facebook Share on X
คืนชีพตำนาน! “Val Kilmer” บนจอ “As Deep as the Grave” บทบาทสุดท้ายที่ AI สานต่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทันที เมื่อมีการปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “As Deep as the Grave” ออกมา โดยเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความสนใจเนื่อง จากมีการใช้เทคโนโลยี AI เลียนแบบรูปลักษณ์และเสียงของ วัล คิลเมอร์ (Val Kilmer) อดีตนักแสดงระดับตำนานที่เสียชีวิตไปแล้ว ให้กลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความเหมาะสมและจริยธรรม

สรุปข่าว

การใช้เทคโนโลยี AI เลียนแบบรูปลักษณ์และเสียงของ "วัล คิลเมอร์" นักแสดงผู้ล่วงลับให้กลับมารับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง As Deep as the Grave ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในด้านจริยธรรมและความเหมาะสม แม้ทางผู้สร้างจะยืนยันว่าเป็นการสานต่อเจตนารมณ์เดิมของนักแสดงที่ตกลงรับบทไว้ก่อนเสียชีวิต และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากครอบครัวรวมถึงปฏิบัติตามแนวทางของสมาคมนักแสดง (SAG) แล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้จุดฉนวนให้สังคมตั้งคำถามถึงขอบเขตของการใช้เทคโนโลยี "คืนชีพ" ผู้เสียชีวิต และความจำเป็นในการสร้างเกราะป้องกันเพื่อให้อุตสาหกรรมบันเทิงสามารถอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ได้อย่างเหมาะสม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทันที เมื่อมีการปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “As Deep as the Grave” ออกมา โดยเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความสนใจเนื่อง จากมีการใช้เทคโนโลยี AI เลียนแบบรูปลักษณ์และเสียงของ วัล คิลเมอร์ (Val Kilmer) อดีตนักแสดงระดับตำนานที่เสียชีวิตไปแล้ว ให้กลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความเหมาะสมและจริยธรรม

แม้การใช้เทคนิควิชวลเอฟเฟกต์ (VFX) เพื่อคืนชีพนักแสดงผู้ล่วงลับจะไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างที่เคยเห็นในกรณีของ แคร์รี ฟิชเชอร์ (Carrie Fisher) ในแฟรนไชส์ สตาร์ วอรส์ (Star Wars) แต่สิ่งที่ทำให้กรณีของ Val Kilmer ต่างออกไปคือ นี่เป็นการใช้ AI สร้างขึ้นมาทั้งหมด และเขามีบทบาทสำคัญในเรื่องโดยปรากฏตัวยาวนานเกือบ 1 ชั่วโมงของเวลาฉายทั้งหมด

สำหรับปฏิกิริยาบนโลกออนไลน์เต็มไปด้วยความกังวล โดยบางคนใช้คำว่ารู้สึกขนลุก และหลายคนตั้งคำถามถึงการเคารพผู้เสียชีวิต เช่นความเห็นหนึ่งที่ระบุว่า “นี่คือเหตุผลของการที่ต้องมีคำว่า Rest in Peace หรือ ไปสู่สุขคติ” 

อย่างไรก็ตาม จอห์น วอร์ฮีส์ (John Voorhees) โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters)  ว่าเขาเข้าใจถึงกระแสที่เกิดขึ้น เนื่องจาก Val Kilmer คือนักแสดงระดับตำนาน แต่เขายืนยันว่าโปรเจกต์นี้ทำขึ้นภายใต้หลักจริยธรรม 

ด้านผู้กำกับ โคเออร์เต วอร์ฮีส์ (Coerte Voorhees) อธิบายเพิ่มเติมว่า เดิมที Val Kilmer ได้ลงนามตกลงรับบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ไม่สามารถถ่ายทำได้เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาสุขภาพ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำคอในวัย 65 ปี เมื่อเมษายนปี 2025 ทีมงานจึงมองว่าการใช้ AI ในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งเทคโนโลยีก้าวกระโดด เป็นโอกาสดีที่จะให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานชิ้นนี้ตามความตั้งใจเดิม

การนำภาพลักษณ์ของ Kilmer มาใช้นั้นได้รับอนุญาตจากทั้ง เมอร์เซเดส (Mercedes) และ แจ็ก (Jack) บุตรของเขา ซึ่งทำงานร่วมกับทีมผู้สร้างอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการ โดยยึดตามแนวทางของสมาคมนักแสดง (SAG) 

ส่วนคำถามที่ว่า AI จะมาแทนที่นักแสดงจริงหรือไม่? ทางผู้กำกับมั่นใจว่านักแสดงที่เป็นมนุษย์จะไม่มีวันถูกแทนที่ได้ แต่เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้าง แนวทางและเกราะป้องกัน เพื่อให้อยู่ร่วมกับเทคโนโลยีได้ดีที่สุด

ในตอนท้ายของตัวอย่างภาพยนตร์ ตัวละครของ Kilmer ที่สร้างจาก AI ได้พูดประโยคทิ้งท้ายว่า "อย่ากลัวคนตาย และอย่ากลัวฉัน" ซึ่งผู้สร้างเชื่อมั่นว่าผู้ชมแทบจะแยกไม่ออกว่านี่ไม่ใช่ฝีมือการแสดงของมนุษย์จริง ๆ และพร้อมจะให้ทุกคนพิสูจน์ด้วยตาตัวเองเร็ว ๆ นี้


" style="height: 322px;">

ที่มาข้อมูล : reutersconnect.com

ที่มารูปภาพ : REUTERS / FIRST LINE FILMS / SOCIAL MEDIA WEBSITES