
จากการประท้วงเดือดในอินโดนีเซีย ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคน ที่ประชาชนลุกฮือ แสดงความไม่พอใจรัฐบาล มาสู่ม็อบ Gen Z เผารัฐสภา ไล่ล่านักการเมือง ในเนปาล และล่าสุดกับม็อบขวางทุกอย่างในฝรั่งเศส ที่พยายามบอกรัฐบาลว่า ไม่ฟังเสียงของประชาชน
การประท้วงเหล่านี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ? และการที่คำว่า Gen Z ถูกนำมาอธิบายเหล่าผู้ประท้วงสะท้อนอะไรบ้าง ?
3 ม็อบ และมีเหตุผลร่วม คือการไม่พอใจรัฐบาล
เริ่มจากการประท้วงในอินโดนีเซีย ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงอินโดนีเซีย และกระจายไปอีกหลายเมือง โดยชนวนของการชุมนุมนั้น มาจากความไม่พอใจของประชาชน ต่อการขึ้นเงินเดือนและเพิ่มเงินตอบแทนอื่น ๆ ให้แก่สมาชิกสภาอินโดนีเซีย ลุกลามไปถึงการประท้วงพวกอภิสิทธิ์ชนที่ทุจริตที่อยู่ในรัฐบาล และความไม่พอใจต่อกองทัพ ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ด้านเนปาล การประท้วงได้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้คนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ออกมาประท้วง เพราะมองว่านี่เป็นการปิดปาก และปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ท่ามกลางความโกรธ และตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่พวกเขาเชื่อว่ามีเงาของการทุจริต คอร์รัปชัน และไม่โปร่งใสซ่อนอยู่ รวมไปถึงความไม่พอใจต่อ Nepo Kids หรือลูกหลานนักการเมืองที่ร่ำราย โชว์หรู ติดแกลม ขณะที่ประชาชนประสบปัญหาปากท้อง
ขณะที่การประท้วง“ขวางทุกอย่าง” (Block Everything) ในฝรั่งเศส ก็เกิดขึ้นเพื่อแสดงความโกรธแค้นนักการเมืองและแผนการตัดลดงบประมาณ และวิธีการบริหารประเทศของประธานาธิบดีมานูเอล มาครง ซึ่งคน Gen Z นี้เอง ที่ได้มาเป็นกำลังในการขวาง ปิดกั้นทางหลวง วงเวียน ปั๊มน้ำมัน และรถราง จุดไฟเผาสิ่งกีดขวาง และปะทะกับตำรวจที่ประจำการอยู่ 80,000 นาย
3 ม็อบที่มี Gen Z เป็นผู้ประท้วง
แล้วทั้ง 3 ม็อบนี้ นอกจากความไม่พอใจต่อรัฐบาลแล้ว สิ่งที่ถูกเล่าออกมาโดยเฉพาะม็อบของอินโดนีเซีย และเนปาลนั้น คือการแทนกลุ่มผู้ประท้วงว่าเป็น Gen Z หรือคนรุ่นใหม่
หนึ่งเหตุผลที่ถูกอธิบายว่า ทำไม Gen Z ถึงลุกฮือ คือเพราะคนกลุ่มนี้ กลายมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดยปัจจุบัน Gen Z ถือว่ามีสัดส่วนมากถึง 25% ของโลก
ในอินโดนีเซียนั้น Gen Z เข้ามามีบทบาทมากในการเมือง ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดี ปี 2024 โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 54 % คือคนในกลุ่มอายุ 18-29 ปี ทำให้ถูกมองว่า เยาวชนกลายเป็นฐานเสียงสำคัญ
ด้านเนปาล ประเทศที่มีประชากร 30 ล้านคน Gen Z ก็ได้ก้าวมาเป็นสัดส่วนสำคัญถึง 40% ของประเทศ ในขณะที่ในฝรั่งเศส การประท้วงนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศอยู่แล้ว แต่ปัจจุบัน Gen Z ก็ถูกมองว่ามีอิทธิพล และเคลื่อนไหวมากที่สุดทั้งในโซเชียลมีเดีย และในโลกความเป็นจริง
อีกเหตุผลคือแม้คนกลุ่มนี้จะเป็นกำลังหลัก แต่พวกเขากลับถูกกดทับด้วยสภาพเศรษฐกิจ และการว่างงาน เมื่อเห็นภาพความเหลื่อมล้ำในชีวิต กับเหล่านักการเมืองที่แตกต่าง ทำให้ความรู้สึกไม่ยุติธรรม เกิดขึ้นออกมาผ่านการชุมนุม
โดยตามการสํารวจระดับชาติในปี 2024 พบว่าชาวอินโดนีเซีย Gen Z เกือบ 10 ล้านคนยังคงว่างงาน ด้านเนปาลเอง Gen Z ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า อัตราการว่างงานสำหรับคนวัย 15-24 ปีนั้น สูงถึง 20.8% ในปี 2024 ในฝรั่งเศสเอง ความไม่พอใจนี้ก็มาจากหนี้สาธารณะท่ีสูงขึ้น ทำให้ Gen Z ออกมาประท้วงต่อต้านความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และชนชั้นนำ
ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ ก็อาจย้อนไปถึงการชุมนุมในบังกลาเทศ เมื่อปีที่ผ่านมา ที่ก็ถูกเรียกว่า การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ที่รวมตัวประท้วงรัฐบาลทั้งจากการปรับลดโควตางานภาครัฐ ที่สงวนไว้ให้ลูกหลานของ “นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพ” ถึง 30% ขณะที่เด็กจบใหม่จำนวนมากต้องดิ้นรนหางาน จนลามไปสู่การประท้วงรัฐบาล ปัญหาความไม่เท่าเทียม สุดท้ายทำให้นางชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีหญิงผู้ดำรงตำแหน่งมายาวนานกว่า 15 ปี ต้องลาออกจากตำแหน่งและเดินทางออกนอกประเทศ
สรุปข่าว
จากการประท้วงเดือดในอินโดนีเซีย ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคน ที่ประชาชนลุกฮือ แสดงความไม่พอใจรัฐบาล มาสู่ม็อบ Gen Z เผารัฐสภา ไล่ล่านักการเมือง ในเนปาล และล่าสุดกับม็อบขวางทุกอย่างในฝรั่งเศส ที่พยายามบอกรัฐบาลว่า ไม่ฟังเสียงของประชาชน
การประท้วงเหล่านี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ? และการที่คำว่า Gen Z ถูกนำมาอธิบายเหล่าผู้ประท้วงสะท้อนอะไรบ้าง ?
3 ม็อบ และมีเหตุผลร่วม คือการไม่พอใจรัฐบาล
เริ่มจากการประท้วงในอินโดนีเซีย ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงอินโดนีเซีย และกระจายไปอีกหลายเมือง โดยชนวนของการชุมนุมนั้น มาจากความไม่พอใจของประชาชน ต่อการขึ้นเงินเดือนและเพิ่มเงินตอบแทนอื่น ๆ ให้แก่สมาชิกสภาอินโดนีเซีย ลุกลามไปถึงการประท้วงพวกอภิสิทธิ์ชนที่ทุจริตที่อยู่ในรัฐบาล และความไม่พอใจต่อกองทัพ ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ด้านเนปาล การประท้วงได้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้คนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ออกมาประท้วง เพราะมองว่านี่เป็นการปิดปาก และปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ท่ามกลางความโกรธ และตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่พวกเขาเชื่อว่ามีเงาของการทุจริต คอร์รัปชัน และไม่โปร่งใสซ่อนอยู่ รวมไปถึงความไม่พอใจต่อ Nepo Kids หรือลูกหลานนักการเมืองที่ร่ำราย โชว์หรู ติดแกลม ขณะที่ประชาชนประสบปัญหาปากท้อง
ขณะที่การประท้วง“ขวางทุกอย่าง” (Block Everything) ในฝรั่งเศส ก็เกิดขึ้นเพื่อแสดงความโกรธแค้นนักการเมืองและแผนการตัดลดงบประมาณ และวิธีการบริหารประเทศของประธานาธิบดีมานูเอล มาครง ซึ่งคน Gen Z นี้เอง ที่ได้มาเป็นกำลังในการขวาง ปิดกั้นทางหลวง วงเวียน ปั๊มน้ำมัน และรถราง จุดไฟเผาสิ่งกีดขวาง และปะทะกับตำรวจที่ประจำการอยู่ 80,000 นาย
3 ม็อบที่มี Gen Z เป็นผู้ประท้วง
แล้วทั้ง 3 ม็อบนี้ นอกจากความไม่พอใจต่อรัฐบาลแล้ว สิ่งที่ถูกเล่าออกมาโดยเฉพาะม็อบของอินโดนีเซีย และเนปาลนั้น คือการแทนกลุ่มผู้ประท้วงว่าเป็น Gen Z หรือคนรุ่นใหม่
หนึ่งเหตุผลที่ถูกอธิบายว่า ทำไม Gen Z ถึงลุกฮือ คือเพราะคนกลุ่มนี้ กลายมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดยปัจจุบัน Gen Z ถือว่ามีสัดส่วนมากถึง 25% ของโลก
ในอินโดนีเซียนั้น Gen Z เข้ามามีบทบาทมากในการเมือง ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดี ปี 2024 โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 54 % คือคนในกลุ่มอายุ 18-29 ปี ทำให้ถูกมองว่า เยาวชนกลายเป็นฐานเสียงสำคัญ
ด้านเนปาล ประเทศที่มีประชากร 30 ล้านคน Gen Z ก็ได้ก้าวมาเป็นสัดส่วนสำคัญถึง 40% ของประเทศ ในขณะที่ในฝรั่งเศส การประท้วงนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศอยู่แล้ว แต่ปัจจุบัน Gen Z ก็ถูกมองว่ามีอิทธิพล และเคลื่อนไหวมากที่สุดทั้งในโซเชียลมีเดีย และในโลกความเป็นจริง
อีกเหตุผลคือแม้คนกลุ่มนี้จะเป็นกำลังหลัก แต่พวกเขากลับถูกกดทับด้วยสภาพเศรษฐกิจ และการว่างงาน เมื่อเห็นภาพความเหลื่อมล้ำในชีวิต กับเหล่านักการเมืองที่แตกต่าง ทำให้ความรู้สึกไม่ยุติธรรม เกิดขึ้นออกมาผ่านการชุมนุม
โดยตามการสํารวจระดับชาติในปี 2024 พบว่าชาวอินโดนีเซีย Gen Z เกือบ 10 ล้านคนยังคงว่างงาน ด้านเนปาลเอง Gen Z ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า อัตราการว่างงานสำหรับคนวัย 15-24 ปีนั้น สูงถึง 20.8% ในปี 2024 ในฝรั่งเศสเอง ความไม่พอใจนี้ก็มาจากหนี้สาธารณะท่ีสูงขึ้น ทำให้ Gen Z ออกมาประท้วงต่อต้านความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และชนชั้นนำ
ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ ก็อาจย้อนไปถึงการชุมนุมในบังกลาเทศ เมื่อปีที่ผ่านมา ที่ก็ถูกเรียกว่า การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ที่รวมตัวประท้วงรัฐบาลทั้งจากการปรับลดโควตางานภาครัฐ ที่สงวนไว้ให้ลูกหลานของ “นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพ” ถึง 30% ขณะที่เด็กจบใหม่จำนวนมากต้องดิ้นรนหางาน จนลามไปสู่การประท้วงรัฐบาล ปัญหาความไม่เท่าเทียม สุดท้ายทำให้นางชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีหญิงผู้ดำรงตำแหน่งมายาวนานกว่า 15 ปี ต้องลาออกจากตำแหน่งและเดินทางออกนอกประเทศ
ธงวันพีช และโซเชียลมีเดีย เครื่องมือของ Gen Z
นับตั้งแต่ม็อบในอินโดนีเซีย มาถึงเนปาล เราได้เห็นการใช้สัญลักษณ์ของธงจากอนิเมะญี่ปุ่นเรื่องวันพีช มาประกอบโดยในอินโดนีเซีย เริ่มมีการติดธงจอลลี่ โรเจอร์ แทนธงชาติ ตั้งแต่ก่อนมีการชุมนุม โดยแสดงถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาล ที่พวกเขามองว่า รวบอำนาจเข้าศูนย์กลาง จนขาดอิสรภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ และในเนปาลเอง ธงนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านการคอร์รัปชัน และเซ็นเซอร์สื่อของรัฐบาล ทั้งยังต้องการประกาศอิสระภาพ และปฏิเสธถึงการที่พวกเขาจะไม่นิ่งเงียบด้วย ขณะที่ในฝรั่งเศสเอง ก็มีการรายงานว่ามีผู้ชุมนุม ที่ใส่หมวกฟาง ของลูฟี่ ตัวละครในอนิเมะนี้ เข้าร่วมการชุมนุมเช่นกัน
ซึ่งนอกจากอนิเมะ ที่เป็น Soft power หรือพลังที่ Gen Z นำมาใช้แล้ว โซเชียลมีเดียเอง ก็ยังเป็นวิธีการหลัก ที่คนวัยนี้นำมาใช้เคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กับการชุมนุมบนท้องถนนจริง
ในฝรั่งเศส ผู้ชุมนุม Gen Z ได้ใช้ TikTok, Telegram และ Instagram เพื่อการประสานงาน โดยใช้กลยุทธ์ "Black Bloc" เคลื่อนไหวทางออนไลน์ โดยไม่มีผู้นำ ในเนปาลมีการสร้างแฮชแท็ก #Nepokids ต่อต้านลูกหลานนักการเมืองที่อวดรวย เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ที่แอปฯ เหล่านี้ กลายเป็นแพลตฟอร์มแชร์ข้อมูลการประท้วงไปทั่วประเทศ
ซึ่งก็อาจคล้ายคลึงกับการชุมนุมในไทย ช่วงปี 2020-2021 ที่เยาวชนเป็นกำลัง และใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เช่นกัน นี่กลายเป็นการสะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ใช้แอปฯ โซเชียลมีเดียเหล่านี้แค่กับการดูคลิปแฟชั่น หรือท่องเที่ยว แต่กลายเป็นเครื่องมือร้องการทุจริต การว่างงาน ความเหลื่อมล้ำ และการบกพร่องของรัฐบาล วิดีโอเหล่านี้มียอดวิวหลายล้านวิว และสร้างการปลุกระดมคนหนุ่มสาวจํานวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ตามรายงานของ McKinsey & Company พลังผู้บริโภคทั่วโลกของ Gen Z คาดว่าจะสูงถึง 13 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 อิทธิพลทางเศรษฐกิจนี้เพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลและบริษัทต่างๆ ให้ฟังเสียงของพวกเขา และเมื่อพวกเขาไม่ได้รับการฟังเสียง จึงอาจเป็นผลให้พวกเขาเคลื่อนตัวจากบนโซเชียล มายังท้องถนน อย่างที่เกิดเหตุการณ์ประท้วงขึ้น ในหลายประเทศ
- เนปาลยืดเคอร์ฟิว ทหารสลายการชุมนุม ผู้ประท้วงเตรียมพบผู้นำใหม่
- ผู้ประท้วงเนปาลเสนอชื่อ "อดีตประธานศาลฎีกาหญิง" นั่งนายกฯ เฉพาะกาล
- “เนปาลลุกเป็นไฟ” เมื่อความอวดรวยกลุ่มทายาทนักการเมือง ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ จุดไฟโกรธประชาชน
- ฝรั่งเศสประท้วงขวางทุกอย่าง โกรธแค้นนักการเมือง-แผนลดงบประมาณ
- สถานทูตฯ เตือนคนไทยในเนปาล อยู่ในที่ปลอดภัย-กองทัพประกาศเคอร์ฟิว
ที่มาข้อมูล : Reuters, AP, WION, Bloomberg
ที่มารูปภาพ : Reuters, AFP

