ทำงานกะดึก เสี่ยงสุขภาพจริงหรือไม่ กรณีพยาบาลร้อยเอ็ดกับหลักฐานวิจัยโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทำงานกะดึก เสี่ยงสุขภาพจริงหรือไม่ กรณีพยาบาลร้อยเอ็ดกับหลักฐานวิจัยโลก

กรณีพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลร้อยเอ็ดเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรกะดึก กลายเป็นเหตุการณ์ที่สังคมตั้งคำถามมากกว่าความสูญเสียเฉพาะบุคคล เพราะเมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยที่มีอยู่จำนวนมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากแต่เป็นความเสี่ยงที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่องในวงการสาธารณสุข

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลร้อยเอ็ดระบุว่า พยาบาลรายดังกล่าวเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันร่วมกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเหตุเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ระหว่างเข้าเวรดูแลผู้ป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายตามธรรมชาติควรอยู่ในภาวะพักผ่อน

ต่อมา เมื่อเชื่อมโยงกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง ได้อธิบายผ่านบทความให้ความรู้ว่า บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากต้องเผชิญกับชั่วโมงงานยาว ความรับผิดชอบสูง และแรงกดดันที่ไม่เปิดโอกาสให้เกิดความผิดพลาด สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนละเลยสัญญาณเตือนของร่างกายตนเอง โดยเฉพาะอาการเหนื่อยสะสม ใจสั่น หรือแน่นหน้าอก

ในช่วงเวลาเดียวกัน งานวิจัยระดับนานาชาติด้านเวชศาสตร์การทำงานและสุขภาพหัวใจได้ให้คำตอบในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน วารสาร Frontiers in Psychiatry และ Frontiers in Public Health รายงานตรงกันว่า ผู้ที่ทำงานกะดึกมากกว่าครึ่งมีความผิดปกติด้านการนอนหลับ และจำนวนไม่น้อยพัฒนาไปสู่ภาวะความผิดปกติของจังหวะการนอน ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาท ฮอร์โมน และการฟื้นฟูร่างกายในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือผลกระทบต่อระบบหัวใจ งานวิจัยจาก Open Heart วารสารในเครือ BMJ และฐานข้อมูล PubMed พบว่า การทำงานกะดึกเพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคหัวใจขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีที่ทำงาน และยิ่งเด่นชัดในกลุ่มอายุน้อยที่โดยทั่วไปควรมีสุขภาพแข็งแรง

ภายหลังจากนั้น การศึกษาระยะยาวอย่าง STRESSJEM Study ซึ่งติดตามแรงงานจำนวนมากในยุโรป ยืนยันว่า การทำงานกะดึกและการทำงานชั่วโมงยาวมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ขณะที่รายงานร่วมขององค์การอนามัยโลกและองค์การแรงงานระหว่างประเทศระบุว่า การทำงานเกิน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกนับแสนรายต่อปี

เมื่อพิจารณาจากกลไกทางชีวภาพ งานวิจัยของสถาบันด้านสุขภาพในสหรัฐฯ ชี้ว่า การทำงานกลางคืนรบกวนนาฬิกาชีวิต ทำให้ฮอร์โมนความเครียดหลั่งผิดเวลา ฮอร์โมนนอนหลับลดลง และความแปรปรวนของจังหวะหัวใจต่ำลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเพิ่มโอกาสเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเครียดสะสมและพักผ่อนไม่เพียงพอ

ดังนั้น กรณีพยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ดถูกมองได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนต่อระบบการทำงานกะดึกในภาคสาธารณสุข มากกว่าเหตุอุบัติเหตุเฉพาะราย และชี้ให้เห็นความจำเป็นในการทบทวนอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องชั่วโมงงาน การเฝ้าระวังสุขภาพบุคลากร และการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน เพื่อไม่ให้การทุ่มเทดูแลผู้อื่นต้องแลกมาด้วยต้นทุนชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเอง

สรุปข่าว

กรณีพยาบาลร้อยเอ็ดเสียชีวิตขณะเข้าเวรกะดึก เชื่อมโยงกับงานวิจัยสากลที่ยืนยันว่า การทำงานกลางคืนเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและการเสียชีวิต โดยเฉพาะในบุคลากรแพทย์ที่ทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงเป็นปัญหาเชิงระบบมากกว่าเหตุเฉพาะบุคคล

กรณีพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลร้อยเอ็ดเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรกะดึก กลายเป็นเหตุการณ์ที่สังคมตั้งคำถามมากกว่าความสูญเสียเฉพาะบุคคล เพราะเมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยที่มีอยู่จำนวนมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากแต่เป็นความเสี่ยงที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่องในวงการสาธารณสุข

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลร้อยเอ็ดระบุว่า พยาบาลรายดังกล่าวเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันร่วมกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเหตุเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ระหว่างเข้าเวรดูแลผู้ป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายตามธรรมชาติควรอยู่ในภาวะพักผ่อน

ต่อมา เมื่อเชื่อมโยงกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง ได้อธิบายผ่านบทความให้ความรู้ว่า บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากต้องเผชิญกับชั่วโมงงานยาว ความรับผิดชอบสูง และแรงกดดันที่ไม่เปิดโอกาสให้เกิดความผิดพลาด สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนละเลยสัญญาณเตือนของร่างกายตนเอง โดยเฉพาะอาการเหนื่อยสะสม ใจสั่น หรือแน่นหน้าอก

ในช่วงเวลาเดียวกัน งานวิจัยระดับนานาชาติด้านเวชศาสตร์การทำงานและสุขภาพหัวใจได้ให้คำตอบในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน วารสาร Frontiers in Psychiatry และ Frontiers in Public Health รายงานตรงกันว่า ผู้ที่ทำงานกะดึกมากกว่าครึ่งมีความผิดปกติด้านการนอนหลับ และจำนวนไม่น้อยพัฒนาไปสู่ภาวะความผิดปกติของจังหวะการนอน ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาท ฮอร์โมน และการฟื้นฟูร่างกายในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือผลกระทบต่อระบบหัวใจ งานวิจัยจาก Open Heart วารสารในเครือ BMJ และฐานข้อมูล PubMed พบว่า การทำงานกะดึกเพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคหัวใจขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีที่ทำงาน และยิ่งเด่นชัดในกลุ่มอายุน้อยที่โดยทั่วไปควรมีสุขภาพแข็งแรง

ภายหลังจากนั้น การศึกษาระยะยาวอย่าง STRESSJEM Study ซึ่งติดตามแรงงานจำนวนมากในยุโรป ยืนยันว่า การทำงานกะดึกและการทำงานชั่วโมงยาวมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ขณะที่รายงานร่วมขององค์การอนามัยโลกและองค์การแรงงานระหว่างประเทศระบุว่า การทำงานเกิน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกนับแสนรายต่อปี

เมื่อพิจารณาจากกลไกทางชีวภาพ งานวิจัยของสถาบันด้านสุขภาพในสหรัฐฯ ชี้ว่า การทำงานกลางคืนรบกวนนาฬิกาชีวิต ทำให้ฮอร์โมนความเครียดหลั่งผิดเวลา ฮอร์โมนนอนหลับลดลง และความแปรปรวนของจังหวะหัวใจต่ำลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเพิ่มโอกาสเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเครียดสะสมและพักผ่อนไม่เพียงพอ

ดังนั้น กรณีพยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ดถูกมองได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนต่อระบบการทำงานกะดึกในภาคสาธารณสุข มากกว่าเหตุอุบัติเหตุเฉพาะราย และชี้ให้เห็นความจำเป็นในการทบทวนอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องชั่วโมงงาน การเฝ้าระวังสุขภาพบุคลากร และการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน เพื่อไม่ให้การทุ่มเทดูแลผู้อื่นต้องแลกมาด้วยต้นทุนชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเอง

" style="height: 119px;">

อ้างอิง 

กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลร้อยเอ็ด รายงานกรณีพยาบาลเสียชีวิตขณะเข้าเวรกะดึก
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช บทความและข้อสังเกตด้านสุขภาพบุคลากรแพทย์จากการทำงานหนัก

Frontiers in Psychiatry
Frontiers in Public Health
Open Heart วารสารในเครือ BMJ
PubMed ฐานข้อมูลงานวิจัยการแพทย์
STRESSJEM Study
World Health Organization และ International Labour Organization
World Economic Forum
NIH และสถาบันวิจัยทางการแพทย์สากล

บรรณาธิการออนไลน์

sticky-bar-top