“ไฟปากท้องสู่ไฟปฏิวัติ” ประท้วงเดือดอิหร่าน โลกจับตา รัฐอิสลามเสี่ยงล่ม ?

Share on Line Share on Facebook Share on X

วิกฤตเศรษฐกิจที่บีบคั้นชีวิตชาวอิหร่าน กำลังผลักดันประเทศเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการประท้วงเรื่องปากท้อง สู่การตั้งคำถามต่อระบอบการปกครองโดยตรง 


ขณะที่ แรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา กำลังทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น


คำถามคือ สถานการณ์นี้จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แล้วสหรัฐฯ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ?


เศรษฐกิจย่ำแย่ ชาวอิหร่านทนไม่ไหว


ชนวนเหตุครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม เมื่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดพื้นเมือง หรือที่ชาวอิหร่านเรียกว่า Bazaar ในกรุงเตหะราน รวมตัวประท้วง เพราะทนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของประเทศไม่ไหวอีกต่อไป 


ประชาชนต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงถึง 40% สินค้าอุปโภคบริโภคราคาพุ่งสูงอย่างก้าวกระโดด ราคาอาหารสูงขึ้น 72% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สินค้าบางประเภทขาดตลาด ประชาชนไม่มีเงินซื้อสินค้าจำเป็นได้อีกต่อไป 


สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า เศรษฐกิจอิหร่านย่ำแย่เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ 


  • สงคราม 12 วันกับอิสราเอล ซึ่งทำลายอาคาร และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง 

  • การคว่ำบาตรใหม่จากนานาชาติที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน ด้วยเหตุผลโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูง ซึ่งเป็นผลจากที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือนธันวาคม ทำให้น้ำมันซึ่งเป็นของราคาถูกก่อนหน้านี้ กลายเป็นสินค้าราคาแพงทันที

  • ธนาคารกลางอิหร่าน ยกเลิกนโยบาย “ดอลลาร์ราคาถูก” สำหรับผู้นำเข้าสินค้าบางกลุ่ม ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นทันที ร้านค้าจำเป็นต้องขึ้นราคา บางร้านอยู่ไม่ไหว ก็ต้องปิดกิจการ จนไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่

แม้รัฐบาลอิหร่านจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินสดโดยตรงให้ประชาชนทั่วประเทศ เดือนละประมาณ 7 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 220 บาท 


แน่นอนว่า เงินจำนวนเท่านี้ ไม่ได้ช่วยให้พวกเขารอดพ้นปัญหานี้ไปได้ จึงไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความไม่พอใจของประชาชนได้

สรุปข่าว

อิหร่านประท้วงเดือด จากปัญหาปากท้อง สู่เรียกร้องการปฏิวัติ “ทรัมป์” ขู่อิหร่าน หากสังหารผู้ประท้วงเจอตอบโต้หนัก รัฐบาลอิหร่านสวนกลับ พร้อมรับมือทำสงคราม หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี

วิกฤตเศรษฐกิจที่บีบคั้นชีวิตชาวอิหร่าน กำลังผลักดันประเทศเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการประท้วงเรื่องปากท้อง สู่การตั้งคำถามต่อระบอบการปกครองโดยตรง 


ขณะที่ แรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา กำลังทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น


คำถามคือ สถานการณ์นี้จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แล้วสหรัฐฯ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ?


เศรษฐกิจย่ำแย่ ชาวอิหร่านทนไม่ไหว


ชนวนเหตุครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม เมื่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดพื้นเมือง หรือที่ชาวอิหร่านเรียกว่า Bazaar ในกรุงเตหะราน รวมตัวประท้วง เพราะทนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของประเทศไม่ไหวอีกต่อไป 


ประชาชนต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงถึง 40% สินค้าอุปโภคบริโภคราคาพุ่งสูงอย่างก้าวกระโดด ราคาอาหารสูงขึ้น 72% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สินค้าบางประเภทขาดตลาด ประชาชนไม่มีเงินซื้อสินค้าจำเป็นได้อีกต่อไป 


สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า เศรษฐกิจอิหร่านย่ำแย่เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ 


  • สงคราม 12 วันกับอิสราเอล ซึ่งทำลายอาคาร และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง 

  • การคว่ำบาตรใหม่จากนานาชาติที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน ด้วยเหตุผลโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูง ซึ่งเป็นผลจากที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือนธันวาคม ทำให้น้ำมันซึ่งเป็นของราคาถูกก่อนหน้านี้ กลายเป็นสินค้าราคาแพงทันที

  • ธนาคารกลางอิหร่าน ยกเลิกนโยบาย “ดอลลาร์ราคาถูก” สำหรับผู้นำเข้าสินค้าบางกลุ่ม ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นทันที ร้านค้าจำเป็นต้องขึ้นราคา บางร้านอยู่ไม่ไหว ก็ต้องปิดกิจการ จนไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่

แม้รัฐบาลอิหร่านจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินสดโดยตรงให้ประชาชนทั่วประเทศ เดือนละประมาณ 7 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 220 บาท 


แน่นอนว่า เงินจำนวนเท่านี้ ไม่ได้ช่วยให้พวกเขารอดพ้นปัญหานี้ไปได้ จึงไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความไม่พอใจของประชาชนได้

จากวิกฤต “ปากท้อง” สู่การเรียกร้อง “ปฏิรูป”


จากความไม่พอที่ต้องอดทนกับความอดยาก เริ่มแปรเปลี่ยนให้เกิดการปฏิรูประบบการปกครองขึ้น ซึ่งครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ รุนแรง และเป็นการท้าทายชนชั้นปกครองอิหร่านที่ร้ายแรงสุดนับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติเมื่อปี 1979


การประท้วงได้ลุกลามไปยัง 31 จังหวัดทั่วประเทศ และมากกว่า 180 เมือง และชุมชน ประชาชนไม่ได้ประท้วงเพียงแค่ไม่พอใจเรื่องปัญหาปากท้องอีกต่อไป พวกเขาเริ่มไม่พอใจกับระบบการปกครองที่เกิดขึ้น ผู้ประท้วงหลายคนตะโกนคำว่า “ความตายแด่คาเมเนอี” ซึ่งถือเป็นการโจมตีต่อ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านโดยตรง 


เกิดการปะทะรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตหลายพันราย รัฐบาลสั่งตัดอินเทอร์เน็ต ตัดการติดต่อจากโลกภายนอก


เจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งกล่าวเมื่ออังคารที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ว่า มีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงในอิหร่านราว 2,000 คน ซึ่งตัวเลขนี้รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงด้วย นับเป็นครั้งแรกที่ทางการยอมรับจำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงจากการปราบปรามอย่างเข้มข้นต่อความไม่สงบทั่วประเทศ


แต่ทางด้าน CBS รายงานอ้างแหล่งข่าว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12,000 คน แหล่งข่าวในอิหร่านยังหวั่นว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงยิ่งกว่านี้ถึง 20,000 คน 


ส่วนนิวยอร์ก ไทมส์รายงานยอดผู้เสียชีวิตในอิหร่านราว 3,000 คนในช่วง 17 วันที่ผ่านมา


ด้านสำนักข่าวนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน หรือ HRANA ซึ่งมีฐานที่ตั้งอยู่สหรัฐฯ รายงานยอดรวมผู้เสียชีวิตจากการประท้วงในอิหร่านเพิ่มเป็น 2,677 ราย เมื่อวันที่ 15 มกราคม และผู้ประท้วงถูกจับกุมอย่างน้อย 19,097 คน


ทำไมการประท้วงอิหร่านรอบนี้ถึงรุนแรงกว่าที่ผ่านมา


ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อน จนทำให้คณะผู้ปกครองประเทศกำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายอำนาจครั้งใหญ่สุด เป็นเพราะรอบนี้ ผู้เริ่มก่อการประท้วง คือ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า หรือ Bazaar ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่ทำให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม สามารถโค่นล้มระบอบกษัตริย์พระเจ้าชาห์ และตั้งประเทศเป็นสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้สำเร็จ


ในประวัติศาสตร์อิหร่าน กลุ่ม Bazaar มีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองมานานกว่า 100 ปี โดยเฉพาะในการปฏิวัติอิสลามปี 1979 เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ เป็นแหล่งเงินทุนให้กับนักบวชชีอะห์ 


การที่กลุ่ม Bazaar ลุกขึ้นมาประท้วงเอง จึงสะท้อนว่า ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ กระทบลึกถึงฐานสนับสนุนเดิมของรัฐ กอปรกับการตอบสนองของรัฐบาลที่มีต่อผู้ประท้วง ด้วยการแปะป้ายว่า พวกเขาเป็นพวกก่อจลาจล และเป็นทหารรับจ้างจากต่างชาติ ขู่ว่าจะเจอโทษหนัก ซึ่งอาจถึงประหารชีวิต รวมถึงความอ่อนแอของอิทธิพลอิหร่าน หลังเหตุโจมตีของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 และการตอบโต้ของอิสราเอล รวมถึงการโจมตีเป้าหมายนิวเคลียร์โดยสหรัฐฯ อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคอ่อนลง ทำให้รัฐบาลรับมือแรงกดดันภายในได้ยากกว่าที่ผ่านมา

สหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวเรื่องนี้ได้อย่างไร ?


ต้องบอกตามตรงว่า ส่วนหนึ่งที่เศรษฐกิจอิหร่านแย่ลง เป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการจำกัดการค้าระหว่างประเทศ สิ่งนี้ทำให้ค่าเงินอิหร่านอ่อนหนัก ราคาสินค้าพุ่ง และกลายเป็นหนึ่งในต้นเหตุของการประท้วง 


และเมื่อการประท้วงลุกลามบานปลาย กลายเป็นความรุนแรง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยถึงกับออกมาบอกว่า หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วงจะต้องเผชิญกับปฏิบัติการทางทหารจากสหรัฐฯ


ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ประกาศเก็บภาษีนำเข้าประเทศคู่ค้าอิหร่านทั้งหมด 25% เมื่อวันที่ 13 มกราคม ส่งผลให้จีนต้องออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ คัดค้านการใช้กำลังทหาร และการข่มขู่กับอิหร่าน เนื่องจากจีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่สุดของอิหร่าน ตามด้วยอิรัก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ , ตุรกี และอินเดีย


ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวบรรยายสรุปต่อคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศ ณ กรุงเตหะราน ว่า "อิหร่านไม่ต้องการสงคราม แต่พร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการทำสงครามกับสหรัฐฯ" แต่ประเทศยังเปิดกว้างต่อการเจรจา หากเป็นไปอย่างยุติธรรม เท่าเทียม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน


แม้จะมีความพยายามพูดคุยผ่านการเจรจาของ 2 ประเทศ แต่สถานการณ์ประท้วงที่ตึงเครียดเรื่อย ๆ ทำให้ทรัมป์ ประกาศยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะยุติลง ความช่วยเหลือกำลังจะมาถึง พร้อมสนับสนุนชาวอิหร่านควรเดินหน้าการประท้วงทั่วประเทศต่อไป และเข้ายึดครองสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ


อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าความช่วยเหลือที่สัญญาไว้นั้นจะอยู่ในรูปแบบใด โดยข้อความดังกล่าวมีลักษณะสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลของอิหร่าน 


ด้านสำนักข่าว CCTV ของจีน รายงานว่า เครื่องบินขับไล่ไอพ่นของสหรัฐฯ หลายลำ รวมถึง เครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ B-52 และเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ KC-135 ได้บินออกจากฐานทัพอากาศอัลอูเดด (Al Udeid) ในกาตาร์ เมื่อคืนวันที่ 11 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น โดยไม่ระบุจุดหมายปลายทาง


สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ?


มารยัม อเลมซาเดห์ รองศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และการเมืองของอิหร่าน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวกับ Al Jazeera ว่า การลุกฮือในอิหร่านมีโอกาสทวีความรุนแรงมากขึ้น หากรัฐบาลไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง เธอชี้ว่า ผู้ชุมนุมกำลังเผชิญกับการปราบปรามที่โหดร้ายรุนแรงเกินกว่าที่เคยเห็นมาก่อน 


ความไม่พอใจของประชาชนครั้งนี้จะไม่เงียบหายไปง่าย ๆ เพราะชีวิตของชาวอิหร่านจำนวนมากได้กลายเป็นสิ่งที่ “ทนไม่ไหว” ภายใต้สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน


ประชาชนอิหร่านยังถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการใช้ชีวิตมานานหลายทศวรรษ ทำให้ความอัดอั้นสะสมมาอย่างยาวนาน และต่อให้การประท้วงรอบนี้จะถูกปราบด้วยความรุนแรงขั้นสุด ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า การลุกฮือครั้งใหม่จะเกิดขึ้นอีกในเวลาไม่นาน ตราบใดที่ยังไม่มี “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” เกิดขึ้นจริง


ดีน่า เอสฟานดิอารี นักวิเคราะห์ตะวันออกกลางจาก Bloomberg Economics มองว่า การประท้วงครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก อัดอั้น เหนื่อยล้า และสิ้นหวัง หลังเผชิญวิกฤตซ้ำซากมาหลายปี พร้อมคาดการณ์ว่า สาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันจะอยู่ไม่ถึงปี 2027


บทความจาก Chatham House ยังวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านจะเป็นการช่วยผู้ประท้วง หรือ กลับไปช่วยให้ห้รัฐบาลอิหร่านแข็งแกร่งขึ้นกันแน่


ในด้านที่อาจช่วยผู้ประท้วง การขู่หรือโจมตีของสหรัฐฯ จะทำให้รัฐบาลอิหร่านต้องแบ่งความสนใจ และทรัพยากรเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก แทนที่จะทุ่มกำลังทั้งหมดไปที่ปราบปรามการชุมนุม การโจมตีอาจสร้างความตื่นตระหนกภายในระบอบการปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนเริ่มลังเลหรือทบทวนความภักดีต่อผู้นำ เพื่อรักษาความอยู่รอดของตนเอง 


หากการโจมตีสามารถลดขีดความสามารถในการปราบปราม เช่น ทำลายกำลังของกองกำลังกึ่งทหารหรือโครงสร้างความมั่นคง ผู้ประท้วงก็อาจเคลื่อนไหวต่อได้โดยมีความเสี่ยงต่อชีวิตน้อยลง และเปิดโอกาสให้แรงกดดันจากภายในประเทศเพิ่มขึ้น


แต่ในทางกลับกัน การโจมตีของสหรัฐฯ ก็อาจย้อนกลับมาช่วยรัฐบาลอิหร่านได้เช่นกัน หากมันถูกใช้เป็นเครื่องมือรวมพลังคนในชาติ และมองว่า “ประเทศกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามจากต่างชาติ” สิ่งนี้ ก็อาจทำให้ชาวอิหร่านบางส่วนอาจออกมาสนับสนุนรัฐบาล และมองผู้ประท้วง เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ 


นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ โจมตีแบบจำกัด หรือ เชิงสัญลักษณ์ ก็อาจทำให้ผู้ประท้วงหมดกำลังใจ และส่งสัญญาณว่า รัฐสามารถปราบปรามภายในประเทศได้โดยไม่ต้องกังวลการแทรกแซงจากต่างชาติ 


ท้ายสุด หากโจมตีล้มผู้นำสูงสุดโดยไม่มีแผนรองรับ อำนาจอาจตกไปอยู่ในมือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐบาลที่แข็งกร้าวและปิดกั้นมากกว่าเดิม


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


https://edition.cnn.com/2026/01/12/middleeast/iran-mass-protests-explained-intl

https://www.chathamhouse.org/2026/01/would-trumps-threatened-strikes-help-irans-protestors-or-boost-regime

https://www.aljazeera.com/news/2026/1/12/what-we-know-about-the-protests-sweeping-iran

https://www.bbc.com/news/articles/cj6wr4kew08o

https://www.en-hrana.org/day-nineteen-of-protests-emergency-un-security-council-meeting-and-continued-nationwide-internet-shutdown/

ที่มาข้อมูล : CNN, Chatham House, Al Jazeera, BBC, HRANA

ที่มารูปภาพ : Reuters, Freepik

sticky-bar-top