สีดอหูพับ กับโจทย์ใหญ่คน–ช้าง ตัวเลขไหนต้องชัด

Share on Line Share on Facebook Share on X
สีดอหูพับ กับโจทย์ใหญ่คน–ช้าง ตัวเลขไหนต้องชัด

การเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” ระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้าย กลายเป็นเหตุการณ์ที่รวมหลายมิติไว้ในเรื่องเดียว ตั้งแต่ปัญหาความขัดแย้งคน–ช้างในพื้นที่ขอนแก่น คำสั่งศาลปกครอง มาตรฐานทางสัตวแพทย์ ข้อสงสัยจากสื่อสาธารณะ ไปจนถึงคำถามระดับประเทศเรื่องจำนวนประชากรช้างป่า

จุดเริ่มต้นในพื้นที่ขอนแก่น

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 เกิดสถานการณ์ช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน อ.สีชมพู อ.เวียงเก่า และ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยช้างกลุ่มดังกล่าวมีถิ่นอาศัยเดิมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ปัจจุบันพบช้างอย่างน้อย 6 ตัวหมุนเวียนในพื้นที่

ช่วงปี 2567–2568 มีเหตุประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งหน่วยงานระบุว่าเกี่ยวข้องกับ “สีดอหูพับ” เหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การร้องเรียนและคดีในศาลปกครองขอนแก่น

สรุปข่าว

เหตุ “สีดอหูพับ” เชื่อมปัญหาช้าง 6 ตัวในขอนแก่นกับคำสั่งศาลย้าย 4 ตัว ปฏิบัติการใช้ยาซึม 4 ครั้ง ก่อนเสียชีวิตจากภาวะสำลักอาหาร ขณะสาธารณะตั้งคำถามปริมาณยา งา และนโยบายคุมกำเนิด หลังมีการเปรียบเทียบประชากรช้างปี 2520 จำนวน 4,450 ตัว กับปีล่าสุด 4,422 ตัว กรมอุทยานฯ ชะลอย้ายช้างที่เหลือเพื่อทบทวนมาตรการ

การเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” ระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้าย กลายเป็นเหตุการณ์ที่รวมหลายมิติไว้ในเรื่องเดียว ตั้งแต่ปัญหาความขัดแย้งคน–ช้างในพื้นที่ขอนแก่น คำสั่งศาลปกครอง มาตรฐานทางสัตวแพทย์ ข้อสงสัยจากสื่อสาธารณะ ไปจนถึงคำถามระดับประเทศเรื่องจำนวนประชากรช้างป่า

จุดเริ่มต้นในพื้นที่ขอนแก่น

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 เกิดสถานการณ์ช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน อ.สีชมพู อ.เวียงเก่า และ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยช้างกลุ่มดังกล่าวมีถิ่นอาศัยเดิมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ปัจจุบันพบช้างอย่างน้อย 6 ตัวหมุนเวียนในพื้นที่

ช่วงปี 2567–2568 มีเหตุประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งหน่วยงานระบุว่าเกี่ยวข้องกับ “สีดอหูพับ” เหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การร้องเรียนและคดีในศาลปกครองขอนแก่น

คำสั่งศาล 31 ตุลาคม 2568

ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ให้กรมอุทยานฯ จับและเคลื่อนย้ายช้างป่าที่มีปัญหา 4 ตัว ได้แก่ งาจิ๋ว คุถัง หูพับ และสีดอน้อย ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมกำหนดกรอบเวลา เนื่องจากเห็นว่าการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนไม่อาจชะลอได้

ภายใต้คำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการกับ “สีดอหูพับ” เป็นตัวแรก

ปฏิบัติการและผลชันสูตร

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เตรียมอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ พร้อมสัตวแพทย์กำกับทุกขั้นตอน ช้างถูกประเมินน้ำหนักประมาณ 2–2.5 ตัน สูงราว 2.44 เมตร อายุ 15–20 ปี

ทีมสัตวแพทย์ให้ยาซึม 4 ครั้ง และยาแก้ฤทธิ์ 1 ครั้ง เว้นช่วงประมาณ 1–2 ชั่วโมง ระหว่างเคลื่อนย้ายช้างมีอาการทรุดลง แม้จะพยายามช่วยชีวิตเต็มกำลัง แต่เวลา 23.36 น. ไม่พบสัญญาณชีพ

ผลชันสูตรเบื้องต้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ไม่พบบาดแผลภายนอก สาเหตุสอดคล้องกับภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวจากการสำลักอาหารอุดตันหลอดลม ร่วมกับภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลว ขณะนี้ยังมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการบางรายการรอการยืนยัน

ข้อสงสัยจากสาธารณะ

กระแสในรายการโหนกระแสและกลุ่มคนรักช้างตั้งคำถามหลายประเด็น เช่น ปริมาณยาซึมที่ถูกกล่าวถึงรวม 27 cc สอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่ ประเด็นการงดอาหารก่อนวางยา และข้อสังเกตเรื่องงาที่ต้องมีคำอธิบายเชิงกระบวนการชัดเจน

ทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าปริมาณยาอยู่ในกรอบวิชาการ และชี้ว่าการควบคุมให้ช้างป่าอดอาหารล่วงหน้าเป็นเรื่องยากในภาคสนาม พร้อมเสนอปรับช่วงเวลาปฏิบัติการให้เหมาะกับพฤติกรรมการพักและการย่อยอาหารของช้าง

ด้านกรมอุทยานฯ ระบุว่าได้ประสานพนักงานสอบสวนร่วมตรวจสอบและบันทึกภาพหลักฐานทุกขั้นตอนก่อนชันสูตรและฝังกลบ เพื่อให้กระบวนการโปร่งใส

คำถามระดับประเทศเรื่องประชากรช้าง

นอกเหนือจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ออกมาตั้งคำถามต่อโครงการคุมกำเนิดช้างป่า โดยยกตัวเลขปี 2520 ที่สำรวจได้ 4,450 ตัว เทียบกับปีล่าสุด 4,422 ตัว ลดลง 28 ตัว และถามว่าประชากรเพิ่มจริงหรือไม่

กรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันประเทศไทยมีช้างป่าประมาณ 4,200–4,400 ตัว และมากกว่า 90% ของสถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับช้างออกนอกพื้นที่ป่า แนวคิดควบคุมอัตราการเพิ่มถูกเสนอในบางพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบตัวเลขข้ามช่วงเวลาต้องพิจารณาวิธีสำรวจ เทคโนโลยี และความครอบคลุมพื้นที่ในแต่ละยุค เพื่อให้การตีความมีความถูกต้อง และต้องแยกระหว่างจำนวนประชากรช้างกับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความขัดแย้งคน–ช้าง

การทบทวนมาตรการ

หลังเหตุการณ์นี้ กรมอุทยานฯ ประกาศชะลอการเคลื่อนย้ายช้างที่เหลืออีก 3 ตัว ได้แก่ งาจิ๋ว คุถัง และสีดอน้อย เพื่อประเมินอุปสรรคและข้อจำกัดด้านสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงรายงานต่อศาล ก่อนกำหนดแนวทางใหม่ และอาจกลับไปใช้วิธีผลักดันช้างเข้าพื้นที่ในบางกรณี

กรณีสีดอหูพับทำให้เห็นความซับซ้อนของการจัดการช้างป่าในประเทศไทย ตั้งแต่ข้อมูลพื้นที่ 6 ตัวในขอนแก่น คำสั่งศาลย้าย 4 ตัว การใช้ยาซึม 4 ครั้ง ผลชันสูตรเบื้องต้น ไปจนถึงคำถามประชากร 4,450 เทียบ 4,422 ตัว

ทุกตัวเลขมีความหมายต่อการกำหนดนโยบายและความเชื่อมั่นของสังคม การตอบคำถามอย่างครบถ้วน โปร่งใส และมีฐานข้อมูลรองรับ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเดินหน้าจัดการปัญหาคน–ช้างในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

บรรณาธิการออนไลน์

sticky-bar-top