บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569 สะเทือนความเชื่อมั่น? เสียงกังวลอาจเข้าข่ายผิดกฏหมาย

Share on Line Share on Facebook Share on X
บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569 สะเทือนความเชื่อมั่น? เสียงกังวลอาจเข้าข่ายผิดกฏหมาย

ประเด็นร้อน “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 2569”

กระแสความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า บริเวณด้านล่างของบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดกำกับ และเมื่อนำไปสแกนพบว่าแต่ละใบมีรหัสไม่ซ้ำกัน โดยสามารถเชื่อมโยงไปยังต้นขั้วบัตรเลือกตั้งได้ว่าออกมาจากสมุดเล่มใด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาจสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กาบัตรใบนั้นได้หรือไม่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจกระทบต่อหลักการ “การลงคะแนนลับ” อันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

สรุปข่าว

กระแสตั้งคำถามร้อนแรงต่อ “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569” หลังพบรหัสเฉพาะไม่ซ้ำกันในแต่ละใบ จุดชนวนความกังวลเรื่องความลับของผู้ลงคะแนน หลายฝ่ายมองว่าอาจกระทบต่อหลักการ “การลงคะแนนลับ” อันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นร้อน “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 2569”

กระแสความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า บริเวณด้านล่างของบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดกำกับ และเมื่อนำไปสแกนพบว่าแต่ละใบมีรหัสไม่ซ้ำกัน โดยสามารถเชื่อมโยงไปยังต้นขั้วบัตรเลือกตั้งได้ว่าออกมาจากสมุดเล่มใด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาจสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กาบัตรใบนั้นได้หรือไม่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจกระทบต่อหลักการ “การลงคะแนนลับ” อันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ล่าสุดจากเหตุดังกล่าว ทำให้หลายๆคนออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่า กกต. ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2568 ว่า "การมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นมาตรการ รปภ. เพื่อให้รู้ว่า เป็นบัตรล็อตสำหรับการจัดพิมพ์ เพื่อทราบว่า พิมพ์ที่ไหน เมื่อไหร่ ถูกแจกไปเขตไหน เป็นมาตรการควบคุมของ กกต. ตรงนี้ จะไม่มีใครไม่สามารถรู้ได้ว่า เป็นข้อมูลของหน่วยไหน"

ภาพ Thai News Pix

เสียงกังวลอาจเข้าข่ายผิดกฏหมาย

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.โพสต์เฟซบุ๊ก โดยระบุว่า " ว่าด้วย บัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่ กกต. ใช้ มีต้นทุนไม่น้อย ข่าวว่า บัตรชมพู 1.40 บาท บัตรเขียว 1.20 บาทและ บัตรเหลือง 1.00 บาท ให้โรงพิมพ์ 3 โรงช่วยกันพิมพ์ ประมาณอย่างละ 56 ล้านใบ ราคาแพงขนาดนี้ต้องมีอะไรดี  ซึ่งมีของดีที่ชาวบ้านธรรมดาไม่รู้จริง

Spec. ในการพิมพ์สูงมาก เช่นต้องมีการออกแบบลวดลาย มีลายน้ำพิเศษที่ต้องใช้แสง Ultra violet ส่องจึงจะเห็น มีตัวหนังสือขนาดจิ๋ว Micro Text ซ่อนอยู่ที่ต้องใช้แว่นขยายส่องจึงเห็น  ทั้งหมดนี้ คือ รหัสลับที่สร้างเพื่อความปลอดภัยจากการปลอมแปลงบัตร

สอดคล้องระเบียบการเลือกตั้ง สส.  ข้อ 129 ที่ระบุว่า “คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีรหัส หรือ เครื่องหมาย หรือ ข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง”  

ย้ำ ! ว่า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร

ย้ำ ! ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง (tracking) ว่า บัตรใบนี้ มาจากเล่มไหน เลขที่เท่าไร เป็นคนเลือกตั้งลำดับที่เท่าไร ตรงกับลายเซ็นในต้นขั้วบัตร ที่ย้อนไปเทียบกับลายเซ็นในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ส.ส.1/3) ที่มีการบันทึกลำดับที่ซึ่งตรงกับลำดับที่ซึ่งบันทึกในบัตร

พูดง่าย ๆ ถ้าบัตรที่เรากาแต่ละใบ  มีรหัสตรวจสอบย้อนหลังไปถึง เล่มที่ เลขที่ได้  จบ! รู้ว่า ใครเลือกใครทันที บัตรชมพู มี bar code เห็นว่าสแกนปั๊บ ขึ้นเลขของเลขที่บัตร “เลขที่บัตร” ถูก generate จากสูตร ที่ย้อนกลับไปยัง “เล่มที่” ได้  เล่มที่แจกมีการควบคุมว่า ใช้ในหน่วยเลือกตั้งใด ที่ไปตรวจบัญชีรายชื่อ แบบ ส.ส. 1/3 ก็จะรู้ได้ว่าเป็นใคร

มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ระบุให้การเลือกตั้ง สส.  ให้ใช้วิธีการออกเสียงโดยตรงและ“ลับ” งานจะงอกหรือไม่  หรือจะเป็นอีกเรื่องที่ได้ย้ายที่นอน"


นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นว่า[ กรณีบาร์โค้ด พิสูจน์ง่ายมาก ถ้าเป็นเลขเฉพาะที่เชื่อมไปถึงต้นขั้วของบัตรแต่ละใบได้ กกต. ก็ทำผิดกฎหมาย ]

กรณี Barcode หรือ QR Code ที่บัตรเลือกตั้งทั้งบัตรสีเขียว (เลือก สส.เขต) และบัตรสีชมพู (เลือก สส.บัญชีรายชื่อ) เป็นเรื่องใหญ่ที่ กกต. จะเงียบไม่ได้นะครับ

ถ้าเป็นรหัสซ้ำ ที่บัตรทุกใบเป็นรหัสเดียวกัน เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นบัตรเลือกตั้งจริง ถ้าเป็นแบบนี้ไม่เป็นปัญหาครับ

แต่ถ้ารหัส Barcode หรือ QR Code เป็นรหัสเฉพาะ (Unique Running Code) ที่ตรงกับต้นขั้วของบัตร ก็จะทำให้รู้ทันทีว่าผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งแต่คนโหวตเลือกอะไร

ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็เท่ากับว่า กกต. ทำผิดกฎหมายทั้ง มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ และมาตรา 96 ของ  พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ม.96 ที่ห้ามทำเครื่องหมายที่บัตรเลือกตั้ง

ย้ำชัดๆ นะครับ ถ้าบัตรแต่ละใบมีรหัสเฉพาะที่ไม่ซ้ำ และรหัสนั้นตรงกับต้นขั้ว ที่มีลายเซ็นของผู้มาใช้สิทธิ์ ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะระบุถึงตัวผู้ใช้สิทธิ์ได้แล้วครับว่าแต่ละคนโหวตอะไร

กกต. อย่าเงียบครับ เพียงแค่เอาบัตรพร้อมต้นขั้วของบัตรที่ยังไม่ใช้ มาสแกนบาร์โค้ดให้สื่อมวลชนดู แค่นี้ก็รู้แล้วครับว่า กกต. ทำผิดกฎหมายหรือไม่


น.ต.ศิธา ทิวารี ระบุว่า ถ้าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามที่ กกต.ชี้แจง แสดงว่ากกต. รับรู้รับทราบ ในการจัดทำบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง แต่ละใบแบบนี้ เหตุผลที่ กกต.ชี้แจงคือ การทำบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งทุกใบ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำให้สามารถรู้ล็อตในการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่า พิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน โดยยืนยันว่า เป็นมาตรการในการควบคุมบัตรเลือกตั้งของ กกต. 

อีกนัยหนึ่งแปลว่า กกต. ยอมรับว่าวัตถุประสงค์ในการจัดทำบาร์โค้ดนี้ มีไว้เพื่อให้มีการสแกนบาร์โค๊ดอ่านข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในภายหลังได้

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดไว้ว่า ให้การเลือกตั้ง สส.เป็น “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561

มาตรา 96 กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง” 

กรณีนี้จึงต้องดูว่า บาร์โค้ดของหน่วยเดียวกันหรือเขตเดียวกัน เป็นบาร์โค้ดเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ และการตรวจสอบย้อนหลัง  สามารถลงลึกสุดได้แค่ระดับหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน โดยไม่สามารถเชื่อมโยงให้ทราบ ถึงรายละเอียดตัวบุคคล ที่เป็นผู้ลงคะแนนในบัตรนั้นใช่หรือไม่?  ถ้าใช่ บาร์โค้ดนี้อาจตีความได้ว่าไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อระบุคนที่กาบัตรลงคะแนนใบนั้นๆได้ แต่หากตรวจพบว่าบัตรแต่ละใบ บาร์โค้ดมีลักษณะเฉพาะของมันเอง (Unique Running

Number) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสแกนบาร์โค้ดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญได้  เทียบกับบรรทัดฐานเดิม ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้ง 2เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากการที่มีหน่วยเลือกตั้ง หันหน้า หันหลังผิดทาง โดยเหตุผลหลักคือ:

“การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ”

โดยศาลไม่ได้พิจารณาว่า “มีผู้ใดรู้การลงคะแนนลับนั้นหรือไม่” แต่บรรทัดฐานที่พิจารณาคือ  “โครงสร้างระบบ เปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่”

สาระสำคัญคือ: ระบบต้องไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนกลับ ไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้ 

เทียบกับระบบในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้คำว่า zero Knowledge, Zero Knowledge Proof, zero Knowledge Encryption คือต้องไม่มีความรู้ใดในโลก ที่จะสามารถใช้เพื่อ ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพบว่าบาร์โค้ดของบัตรเลือกตั้งเป็น Unique Runing Number ที่ตรงกับต้นขั้นที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน  แสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งแม้แต่ 1ใบ ที่เป็น Zero Knowledge หมายความว่า บัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โค้ด ตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อ ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน 


ดร.ธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล หรือ นายอาร์ม อินฟลูเอนเซอร์สายไอทีและวิศวกรซอฟต์แวร์ ได้ออกมาโพสต์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า 

"เรื่องบัตรมีบาร์โค้ดสามารถ track ย้อนกลับได้ ยังไงก็ถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่ครับ กฏหมายเขียนชัดเจนว่าการเลือกตั้งห้ามไม่ให้ใครรู้ว่าเราโหวตอะไร ขนาดห้ามถ่ายรูปกับบัตรที่กาแล้ว หรือการห้ามเขียนชื่อหรือทำสัญลักษณ์บนบัตร

ถ้าว่ากันตามทั่วไป กกต. อาจเข้าข่ายทำผิดกฏหมาย และการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้เลยครับ ครั้งก่อน กกต. ตั้งฉากกั้นผิดด้านหน่วยเดียว เป็นโมฆะทั้งประเทศเลยนะครับแต่.. "


ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม

ที่มารูปภาพ : TNN

sticky-bar-top