ยกคำร้องคืนทรัพย์ คดีทนายตั้ม อธิบายกฎหมายให้เข้าใจตรงกัน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ยกคำร้องคืนทรัพย์ คดีทนายตั้ม อธิบายกฎหมายให้เข้าใจตรงกัน

คำสั่งศาลแพ่งที่ทำให้สังคมหยุดฟัง

เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของรัฐและคืนทรัพย์สินจำนวน 26 รายการ มูลค่าประมาณ 71 ถึง 74 ล้านบาท ให้แก่ ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม และภรรยา กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็เกิดขึ้นทันที หลายคนเข้าใจว่าคดีสิ้นสุดแล้ว ขณะที่บางส่วนย้ำว่าคดีอาญายังดำเนินอยู่

ตัวเลข 26 รายการ และวงเงินราว 74 ล้านบาท จึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของคำถาม ว่าศาลตัดสินอย่างไร และหมายความว่าอย่างไรในทางกฎหมาย

สรุปข่าว

ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของรัฐและคืนทรัพย์ 26 รายการ มูลค่าประมาณ 71 ถึง 74 ล้านบาท ให้แก่ ษิทรา เบี้ยบังเกิด และภรรยา เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังว่าทรัพย์เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน คดีอาญาหลักยังอยู่ในศาลอาญา และคู่ความยังมีสิทธิอุทธรณ์ได้

คำสั่งศาลแพ่งที่ทำให้สังคมหยุดฟัง

เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของรัฐและคืนทรัพย์สินจำนวน 26 รายการ มูลค่าประมาณ 71 ถึง 74 ล้านบาท ให้แก่ ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม และภรรยา กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็เกิดขึ้นทันที หลายคนเข้าใจว่าคดีสิ้นสุดแล้ว ขณะที่บางส่วนย้ำว่าคดีอาญายังดำเนินอยู่

ตัวเลข 26 รายการ และวงเงินราว 74 ล้านบาท จึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของคำถาม ว่าศาลตัดสินอย่างไร และหมายความว่าอย่างไรในทางกฎหมาย

จุดตั้งต้นของมาตรการยึดทรัพย์

การยึดและอายัดทรัพย์ในคดีนี้ดำเนินการตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งให้อำนาจรัฐดำเนินมาตรการทางแพ่งกับทรัพย์ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน เช่น ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด

ขั้นตอนเริ่มจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์เกี่ยวข้องกับความผิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสั่งอายัดไว้ชั่วคราว จากนั้นอัยการจึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน หรือคืนแก่ผู้เสียหาย

กฎหมายออกแบบให้สามารถยึดหรืออายัดได้โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด เพื่อป้องกันการโอนหรือซ่อนทรัพย์ระหว่างกระบวนการพิจารณา

คดีอาญาอีกเส้นทางหนึ่ง

ในเวลาเดียวกัน คดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาฉ้อโกงและฟอกเงินของ ษิทรา เบี้ยบังเกิด ยังอยู่ในศาลอาญา การพิจารณาส่วนนี้เป็นการพิสูจน์ความผิดของบุคคล หากศาลเห็นว่าผิด จึงจะมีโทษจำคุกหรือโทษอื่นตามกฎหมาย

ความต่างสำคัญอยู่ที่ คดีแพ่งตามกฎหมายฟอกเงินเป็นการพิสูจน์สถานะของทรัพย์ ว่าเกี่ยวข้องกับความผิดหรือไม่ ส่วนคดีอาญาเป็นการพิสูจน์ความผิดของตัวบุคคล

ดังนั้น แม้จะใช้ข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน แต่เกณฑ์การชั่งน้ำหนักพยานและวัตถุประสงค์ของคดีแตกต่างกัน

เหตุผลที่ศาลยกคำร้อง

จากคำสั่งที่มีการรายงาน ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานที่ฝ่ายผู้ร้องนำสืบยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่ามีความผิดมูลฐานตามที่กล่าวอ้าง และยังไม่อาจยุติได้ว่าทรัพย์ทั้ง 26 รายการ มูลค่าประมาณ 74 ล้านบาท เป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

เมื่อภาระการพิสูจน์ยังไม่ถึงระดับที่ศาลเชื่อมั่น จึงมีคำสั่งยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์แก่เจ้าของตามบัญชีรายการ

การยกคำร้องในกรณีนี้ หมายถึง ศาลไม่อนุญาตให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินภายใต้คำร้องฉบับดังกล่าว มิได้หมายความว่าศาลวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดในคดีอาญา


สถานะทรัพย์หลังคืน 26 รายการ

เมื่อศาลมีคำสั่งคืนทรัพย์ 26 รายการ สถานะการอายัดตามคำร้องนั้นย่อมสิ้นผล เจ้าของจึงมีสิทธิกลับมาครอบครองทรัพย์ เว้นแต่จะมีคำสั่งอายัดจากคดีอื่นที่ยังมีผลบังคับอยู่

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดและพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์เกี่ยวข้องกับความผิด รัฐยังสามารถดำเนินการตามกลไกกฎหมายภายในกรอบเวลาที่กำหนดได้

คำสั่งยกคำร้องและคืนทรัพย์ 26 รายการ มูลค่าราว 74 ล้านบาท เป็นเพียงหนึ่งตอนของกระบวนการยุติธรรม คดีอาญายังอยู่ระหว่างการพิจารณา และคู่ความยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งได้ตามขั้นตอน


ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ

กฎหมายฟอกเงิน
คดีทนายตั้ม
คืนทรัพย์ 74 ล้านบาท
ศาลแพ่งคดีอาญา