ฝุ่นกลับมาแต่เรายังไม่มี พรบ.อากาศสะอาด รัฐบาลใหม่ตั้งแล้ว กฎหมายกลับเข้าสภาอีกได้ไหม ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ฝุ่นกลับมาแต่เรายังไม่มี พรบ.อากาศสะอาด รัฐบาลใหม่ตั้งแล้ว กฎหมายกลับเข้าสภาอีกได้ไหม ?

ค่าฝุ่น PM2.5 แดง อากาศพร้อมมลพิษกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ ไทยก็ยังไม่มีกฎหมาย พรบ.อากาศสะอาดเสียที หลังจากที่มีการยุบสภาไปก่อนที่ กฎหมายนี้จะผ่านบังคับใช้

แล้วเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลใหม่แล้ว กฎหมายนี้ ที่ผ่านไปถึงวาระ 3 แล้ว จะถูกนำมาเสนอใหม่ในสภาได้หรือไม่ และต้องเริ่มพูดคุยกันในขั้นตอนไหน เราถึงจะมีกฎหมายนี้บังคับใช้กันจริงๆ ได้ ?

ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... อยู่ในสภามาหลายรัฐบาล ยาวนานถึง 1 ปี 9 เดือน  นับแต่สภารับหลักการวาระหนึ่ง และนับเป็นเวลานานกว่า 5 ปี ตั้งแต่ที่มีการลงชื่อโดยประชาชน เสนอกฎหมายครั้งแรกในปี 2563 และในวันที่ 21 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ผ่านร่างกฎหมายนี้ ในวาระที่ 3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 309 เสียง 

แต่ระหว่างที่อยู่ในการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งถือว่าเกินครึ่งทางแล้ว ก็เกิดการยุบสภาขึ้น จนกฎหมายก็ตกตามกระบวนการไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้น หลังการเปิดสภาของรัฐบาลใหม่ภายใน 60 วัน หากรัฐบาลมีการหยิบยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใดกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ร่างกฎหมายฉบับนั้นก็จะกลับเข้าสู่ขั้นตอนเดิมที่ค้างไว้

แต่อาจจะมีการพิจารณาใหม่ว่า จะใช้คณะกรรมาธิการชุดเดิม หรือจะตั้งคณะกรรมาธิการชุดใหม่เพื่อพิจารณาต่อไป

ถึงอย่างนั้น ในสมัยรัฐบาลของอดีต นายกฯ เศรษฐา ที่มีการยืดเยื้อของการเลือกแคนดิเดตนายกฯ ก็ไม่ได้นำร่าง พรบ.นี้ มาพิจารณาต่อในสมัยรัฐบาลใหม่ ทำให้ต้องมีการเสนอใหม่มาแล้ว ดังนั้นก็ต้องรอดูว่า ท่ามกลางคุณภาพอากาศที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างอันตรายต่อสุขภาพนั้น รัฐบาลจะนำร่างนี้มาพูดคุยกันหรือไม่ 

สรุปข่าว

ร่าง พรบ.อากาศสะอาด ผ่านสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 แล้ว (309 เสียง) แต่ยังค้างในวุฒิสภา ก่อนจะ ตกไปเพราะการยุบสภา ซึ่งหากรัฐบาลใหม่ หยิบร่างกฎหมายกลับมาภายใน 60 วันหลังเปิดสภา สามารถพิจารณาต่อจากขั้นตอนเดิมได้ แต่ต้องตัดสินใจเรื่องคณะกรรมาธิการก่อน โดยกฎหมายนี้มีเป้าหมาย ลงโทษผู้ก่อมลพิษ (Polluter Pays), ตั้งกองทุนอากาศสะอาด, เปิดข้อมูลมลพิษ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 อย่างเป็นระบบ

ค่าฝุ่น PM2.5 แดง อากาศพร้อมมลพิษกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ ไทยก็ยังไม่มีกฎหมาย พรบ.อากาศสะอาดเสียที หลังจากที่มีการยุบสภาไปก่อนที่ กฎหมายนี้จะผ่านบังคับใช้

แล้วเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลใหม่แล้ว กฎหมายนี้ ที่ผ่านไปถึงวาระ 3 แล้ว จะถูกนำมาเสนอใหม่ในสภาได้หรือไม่ และต้องเริ่มพูดคุยกันในขั้นตอนไหน เราถึงจะมีกฎหมายนี้บังคับใช้กันจริงๆ ได้ ?

ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... อยู่ในสภามาหลายรัฐบาล ยาวนานถึง 1 ปี 9 เดือน  นับแต่สภารับหลักการวาระหนึ่ง และนับเป็นเวลานานกว่า 5 ปี ตั้งแต่ที่มีการลงชื่อโดยประชาชน เสนอกฎหมายครั้งแรกในปี 2563 และในวันที่ 21 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ผ่านร่างกฎหมายนี้ ในวาระที่ 3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 309 เสียง 

แต่ระหว่างที่อยู่ในการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งถือว่าเกินครึ่งทางแล้ว ก็เกิดการยุบสภาขึ้น จนกฎหมายก็ตกตามกระบวนการไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้น หลังการเปิดสภาของรัฐบาลใหม่ภายใน 60 วัน หากรัฐบาลมีการหยิบยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใดกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ร่างกฎหมายฉบับนั้นก็จะกลับเข้าสู่ขั้นตอนเดิมที่ค้างไว้

แต่อาจจะมีการพิจารณาใหม่ว่า จะใช้คณะกรรมาธิการชุดเดิม หรือจะตั้งคณะกรรมาธิการชุดใหม่เพื่อพิจารณาต่อไป

ถึงอย่างนั้น ในสมัยรัฐบาลของอดีต นายกฯ เศรษฐา ที่มีการยืดเยื้อของการเลือกแคนดิเดตนายกฯ ก็ไม่ได้นำร่าง พรบ.นี้ มาพิจารณาต่อในสมัยรัฐบาลใหม่ ทำให้ต้องมีการเสนอใหม่มาแล้ว ดังนั้นก็ต้องรอดูว่า ท่ามกลางคุณภาพอากาศที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างอันตรายต่อสุขภาพนั้น รัฐบาลจะนำร่างนี้มาพูดคุยกันหรือไม่ 

สำหรับ พรบ.นี้  เป็นผลจากการบูรณาการร่างทั้งหมด 7 ฉบับ ของพรรคต่างๆ และภาคประชาชน โดยเนื้อหานั้น จะมีการลงโทษชัดเจนแก่ผู้ก่อมลพิษ โดยการยึดหลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) พร้อมมาตรการจูงใจการปรับพฤติการ มีการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงชื่อของผู้ก่อมลพิษและผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นเหตุ 

มีการกำหนดกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยเรื้อรังที่ได้รับผลกระทบจะได้รับสิทธิชดเชยเยียวยา รักษาและตรวจสุขภาพฟรีกับโรงพยาบาลรัฐอย่างทั่วถึง

กระจายอำนาจ ให้นายก อบจ. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด และมีอำนาจสั่งตรวจสอบ แก้ปัญหาในพื้นที่ 

ไปถึงจะมี ‘กองทุนอากาศสะอาด ที่ส่วนหนึ่งเป็นค่าธรรมเนียมจากผู้ก่อมลพิษ สามารถนำเงินไปใช้เยียวยา และใช้แก้ไขปัญหาฝุ่น โดยลดขั้นตอนการเบิกจ่ายตามระบบราชการ ทั้งยังมีการตั้งคณะกรรมการระดับประเทศ เพื่อกำหนดหลักวิชาการ หลักเกณฑ์ และกติกาต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการเศรษฐกิจ และกลไกด้านการบังคับใช้อย่างจริงจัง 

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Thai news pix