จับตา "อิหร่าน" ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ผลกระทบ รุนแรงกว่ากรณีเวเนฯ

Share on Line Share on Facebook Share on X

ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเป็นที่สนใจของทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น จนขณะนี้ ตลาดเริ่มกังวลว่าอาจจะนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน กำลังอยู่ในขั้นตึงเครียดสูงสุด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะดำเนินการกับอิหร่าน จากกรณีที่รัฐบาลเตหะรานใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงในประเทศ และจากความตึงเครียดดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์ออกมาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลาย รัฐบาลอิหร่านอาจใช้การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็นการตอบโต้ ซึ่งหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันจะรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตการณ์เวเนซุเอลา โดยอาจดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันดิบเกือบ 1 ใน 3 ของโลก โดยซีเอ็นบีซีรายงานข้อมูลจาก Kpler ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ตลาดว่า ในปี 2568 มีน้ำมันดิบถูกขนส่งผ่านเส้นทางนี้เฉลี่ยถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก  

นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบจากการเผชิญหน้ากับอิหร่านจะรุนแรงกว่ากรณีของเวเนซุเอลาอย่างมาก เนื่องจากอิหร่านมีบทบาทในตลาดโลกสูงกว่า ทั้งในด้านปริมาณการผลิตและการส่งออกน้ำมัน อย่าง "ซอล คาโวนิก" หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานจาก MST Marquee เตือนว่า การหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานระดับโลก โดยเฉพาะหากรัฐบาลอิหร่านที่กำลังถูกต้อนให้จนมุม ตัดสินใจใช้มาตรการตอบโต้ที่รุนแรงเพื่อรักษาอำนาจและการอยู่รอด ขณะที่แอนดี ลิโพว์ ประธานบริษัท Lipow Oil Associates แสดงความเห็นว่า ความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบจะทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นไม่กี่ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากมีการปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นทันที 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สรุปข่าว

ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเป็นที่สนใจของทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น จนขณะนี้ ตลาดเริ่มกังวลว่าอาจจะนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเป็นที่สนใจของทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น จนขณะนี้ ตลาดเริ่มกังวลว่าอาจจะนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน กำลังอยู่ในขั้นตึงเครียดสูงสุด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะดำเนินการกับอิหร่าน จากกรณีที่รัฐบาลเตหะรานใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงในประเทศ และจากความตึงเครียดดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์ออกมาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลาย รัฐบาลอิหร่านอาจใช้การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็นการตอบโต้ ซึ่งหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันจะรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตการณ์เวเนซุเอลา โดยอาจดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันดิบเกือบ 1 ใน 3 ของโลก โดยซีเอ็นบีซีรายงานข้อมูลจาก Kpler ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ตลาดว่า ในปี 2568 มีน้ำมันดิบถูกขนส่งผ่านเส้นทางนี้เฉลี่ยถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก  

นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบจากการเผชิญหน้ากับอิหร่านจะรุนแรงกว่ากรณีของเวเนซุเอลาอย่างมาก เนื่องจากอิหร่านมีบทบาทในตลาดโลกสูงกว่า ทั้งในด้านปริมาณการผลิตและการส่งออกน้ำมัน อย่าง "ซอล คาโวนิก" หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานจาก MST Marquee เตือนว่า การหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานระดับโลก โดยเฉพาะหากรัฐบาลอิหร่านที่กำลังถูกต้อนให้จนมุม ตัดสินใจใช้มาตรการตอบโต้ที่รุนแรงเพื่อรักษาอำนาจและการอยู่รอด ขณะที่แอนดี ลิโพว์ ประธานบริษัท Lipow Oil Associates แสดงความเห็นว่า ความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบจะทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นไม่กี่ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากมีการปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นทันที 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“ทรัมป์” สั่งดำเนินคดี “พาวเวล" ฉุดดอลลาร์อ่อน บอนด์ยิลด์พุ่ง

อีกหนึ่งประเด็นข้อขัดแย้งที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุน คือการที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ฟ้องดำเนินคดี "เจอโรม พาวเวล" ในคดีอาญากรณีใช้งบปรับปรุงอาคารสำนักงานจำนวนมาก ซึ่งล่าสุด อัยการของรัฐบาลกลางได้เปิดการสอบสวนทางอาญาในประเด็นนี้ ซึ่งผลที่ตามมา คือดอลลาร์อ่อนค่า และบอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นอีกครั้ง เพราะตลาดเริ่มกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด

"เจอโรม พาวเวล" ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แถลงผ่านทางวิดีโอ ยืนยันว่าอัยการของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับคำให้การของเขา ต่อคณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภา ในกรณีที่เฟดใช้งบประมาณจำนวนมากถึง 2,500 ล้านดอลลาร์ เพื่อปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด 

โดย "พาวเวล" กล่าวว่า การสอบสวนนี้เป็นอีกหนึ่งในความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หลังเฟดปฏิเสธที่จะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและมากเท่าที่ประธานาธิบดีเรียกร้อง และเขาจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันดังกล่าว

“พาวเวล” ระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า “ภัยคุกคามจากการดำเนินคดีอาญา เป็นผลมาจากการที่เฟด กำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยพิจารณาจากสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนมากที่สุด แทนที่จะทำตามความต้องการส่วนตัวของประธานาธิบดี ซึ่งเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันกับอิสระของเฟด ว่าจะยังคงสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงตามหลักฐานและภาวะเศรษฐกิจได้ต่อไปหรือไม่ หรือนโยบายการเงินจะถูกกำกับโดยแรงกดดันทางการเมืองหรือการข่มขู่แทน"

การเปิดการสอบสวนในคดีอาญาต่อ "พาวเวล" ในครั้งนี้ บ่งชี้ว่าทรัมป์ กำลังยกระดับความพยายามในการกดดันเฟด ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระมากที่สุดของโลก ซึ่งแรงกดดันดังกล่าว กระทบต่อไปยังเงินสกุลดอลลาร์ ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ก็กลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง

ที่มาข้อมูล : IQ

ที่มารูปภาพ : Reuters

sticky-bar-top