คนรุ่นใหม่ตกงานพุ่ง AI-ศึกการค้าซ้ำเติม

Share on Line Share on Facebook Share on X

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพิ่งเผยแพร่รายงานแนวโน้มการจ้างงานและสังคม ปี 2569 (Employment and Social Trends 2026) ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า คุณภาพด้านการจ้างงานทั่วโลกไม่คืบหน้ามากนักในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งในระหว่างปี 2558-2568 สัดส่วนแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ยากจนสุดขั้ว (extreme poverty) หรือมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 3 ดอลลาร์ อยู่ที่ร้อยละ 7.9 ลดลงเพียงร้อยละ 3.1 นับเป็นตัวเลขที่น้อยมากเทียบกับการลดลงในอัตราร้อยละ 15 ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า หมายความว่ายังมีแรงงาน 284 ล้านคนอาศัยอยู่ในเกณฑ์ยากจนสุดขั้ว นอกจากนี้ อัตราการจ้างงานนอกระบบทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พลิกกลับจากที่เคยลดลงในช่วงทศวรรษก่อนหน้า ประเมินว่า ภายในปี 2569 จะมีแรงงาน 2.1 พันล้านคนทำงานนอกระบบ ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคุณภาพเนื่องจากความปลอดภัย รวมถึงการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองทางสังคมที่จำกัด


อัตราการว่างงานยังคงทรงตัว แม้ว่าเศรษฐกิจโลกและตลาดแรงงานสามารถรองรับแรงกระแทกท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นและนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ILO ประเมินว่า ในปี 2568 อัตราการว่างงานทั่วโลกน่าจะแตะที่ร้อยละ 4.9 เท่า ๆ กับเมื่อปี 2567 และมีแนวโน้มจะอยู่ที่ระดับดังกล่าวทั้งในปีนี้และปีหน้า คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงานทั้งหมดราว 186-187 ล้านคน แต่สถานการณ์การว่างงานในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป โดยลาตินอเมริกาและแคริบเบียนมีแนวโน้มที่อัตราการว่างงานโดยรวมจะลดลงในระยะกลาง ขณะที่อัตราการว่างงานในอเมริกาเหนือมีแนวโน้มจะแย่ลง


สำหรับตัวเลขการจ้างงานทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.0 ในปี 2569 ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทศวรรษก่อนหน้าเล็กน้อย โดยการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจ้างงานแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ การจ้างงานในประเทศที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มลดลงในปีนี้ จากที่เคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.1 ต่อปี ในระหว่างปี 2553-2562 ส่วนประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (upper-middle-income) คาดว่าการจ้างงานจะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ ด้านประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower-middle-income) คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.8 เพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน และการจ้างงานในประเทศรายได้ต่ำน่าจะขยายตัวร้อยละ 3.1 เพิ่มขึ้นจากอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.3 ในระหว่างปี 2553-2562


ขณะที่คนรุ่นใหม่เผชิญความท้าทายในตลาดแรงงานมากที่สุด สะท้อนจากเมื่อปี 2568 อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 12.4 หรือมีจำนวนถึง 67.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อัตราว่างงานของคนรุ่นใหม่อยู่ที่ร้อยละ 12.3 หรือราว 66.2 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่จะเผชิญกับอัตราว่างงานที่ทรงตัวในระดับร้อยละ 12.3 ทั้งในปีนี้และปีหน้า ส่งผลให้จำนวนคนรุ่นใหม่ที่ว่างงานรวมทั้งโลกอยู่ที่ 67.5 ล้านคนในปีนี้ และ 68 ล้านคนในปีหน้า


ในขณะที่สัดส่วนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน หรือไม่ได้รับการฝึกอบรมทักษะ (Not in Education, Employment, or Training-NEET) ในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 20 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.9 ในปีก่อนหน้า ซึ่งเท่ากับคนรุ่นใหม่ทั่วโลก 257 ล้านคนพลาดโอกาสในการได้รับความรู้และประสบการณ์ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต น่าสังเกตว่า คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในภาวะ NEET พลิกกลับมาอยู่ในขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากปี 2566 ที่แตะระดับต่ำสุดที่ร้อยละ 19.7 และคาดว่าแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งอัตรา NEET ของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มแตะร้อยละ 27.9 ในปี 2570 สูงกว่ากันถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูงที่มีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 11.0 


แม้ว่าการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นจะเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงงานที่ดีกว่าได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่อัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ลดลงเสมอไป ในกรณีของประเทศรายได้สูง คนรุ่นใหม่ที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงจะมีอัตราการว่างงานที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับคนที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่า แต่รูปแบบดังกล่าวไม่เป็นจริงในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาระดับสูงมักเผชิญกับอัตราการว่างงานที่สูงกว่า ส่วนใหญ่เกิดจากระดับการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น การมีวุฒิการศึกษาสูง หากได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัว ก็มักทำให้คนรุ่นใหม่ในประเทศเหล่านี้รอคอยงานที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า เช่น งานภาครัฐหรืองานในต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนจำกัด ในทางตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่า ซึ่งมักมาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีความพร้อมด้านการเงินมากนัก มีแนวโน้มจะคว้าโอกาสในการทำงานตรงหน้ามากกว่า แม้จะเป็นงานนอกระบบก็ตาม

สรุปข่าว

รายงาน ILO เผยอัตราว่างงานทั่วโลกยังทรงตัว โดยเฉพาะ “คนรุ่นใหม่” ที่ยังตกงานพุ่งกว่าร้อยละ 12 คิดเป็นเกือบ 70 ล้านคน ทั้งในปีนี้และปีหน้า ขณะที่กระแสบูมด้าน AI และสงครามการค้าที่ร้อนระอุ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพิ่งเผยแพร่รายงานแนวโน้มการจ้างงานและสังคม ปี 2569 (Employment and Social Trends 2026) ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า คุณภาพด้านการจ้างงานทั่วโลกไม่คืบหน้ามากนักในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งในระหว่างปี 2558-2568 สัดส่วนแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ยากจนสุดขั้ว (extreme poverty) หรือมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 3 ดอลลาร์ อยู่ที่ร้อยละ 7.9 ลดลงเพียงร้อยละ 3.1 นับเป็นตัวเลขที่น้อยมากเทียบกับการลดลงในอัตราร้อยละ 15 ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า หมายความว่ายังมีแรงงาน 284 ล้านคนอาศัยอยู่ในเกณฑ์ยากจนสุดขั้ว นอกจากนี้ อัตราการจ้างงานนอกระบบทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พลิกกลับจากที่เคยลดลงในช่วงทศวรรษก่อนหน้า ประเมินว่า ภายในปี 2569 จะมีแรงงาน 2.1 พันล้านคนทำงานนอกระบบ ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคุณภาพเนื่องจากความปลอดภัย รวมถึงการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองทางสังคมที่จำกัด


อัตราการว่างงานยังคงทรงตัว แม้ว่าเศรษฐกิจโลกและตลาดแรงงานสามารถรองรับแรงกระแทกท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นและนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ILO ประเมินว่า ในปี 2568 อัตราการว่างงานทั่วโลกน่าจะแตะที่ร้อยละ 4.9 เท่า ๆ กับเมื่อปี 2567 และมีแนวโน้มจะอยู่ที่ระดับดังกล่าวทั้งในปีนี้และปีหน้า คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงานทั้งหมดราว 186-187 ล้านคน แต่สถานการณ์การว่างงานในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป โดยลาตินอเมริกาและแคริบเบียนมีแนวโน้มที่อัตราการว่างงานโดยรวมจะลดลงในระยะกลาง ขณะที่อัตราการว่างงานในอเมริกาเหนือมีแนวโน้มจะแย่ลง


สำหรับตัวเลขการจ้างงานทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.0 ในปี 2569 ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทศวรรษก่อนหน้าเล็กน้อย โดยการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจ้างงานแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ การจ้างงานในประเทศที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มลดลงในปีนี้ จากที่เคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.1 ต่อปี ในระหว่างปี 2553-2562 ส่วนประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (upper-middle-income) คาดว่าการจ้างงานจะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ ด้านประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower-middle-income) คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.8 เพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน และการจ้างงานในประเทศรายได้ต่ำน่าจะขยายตัวร้อยละ 3.1 เพิ่มขึ้นจากอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.3 ในระหว่างปี 2553-2562


ขณะที่คนรุ่นใหม่เผชิญความท้าทายในตลาดแรงงานมากที่สุด สะท้อนจากเมื่อปี 2568 อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 12.4 หรือมีจำนวนถึง 67.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อัตราว่างงานของคนรุ่นใหม่อยู่ที่ร้อยละ 12.3 หรือราว 66.2 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่จะเผชิญกับอัตราว่างงานที่ทรงตัวในระดับร้อยละ 12.3 ทั้งในปีนี้และปีหน้า ส่งผลให้จำนวนคนรุ่นใหม่ที่ว่างงานรวมทั้งโลกอยู่ที่ 67.5 ล้านคนในปีนี้ และ 68 ล้านคนในปีหน้า


ในขณะที่สัดส่วนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน หรือไม่ได้รับการฝึกอบรมทักษะ (Not in Education, Employment, or Training-NEET) ในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 20 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.9 ในปีก่อนหน้า ซึ่งเท่ากับคนรุ่นใหม่ทั่วโลก 257 ล้านคนพลาดโอกาสในการได้รับความรู้และประสบการณ์ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต น่าสังเกตว่า คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในภาวะ NEET พลิกกลับมาอยู่ในขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากปี 2566 ที่แตะระดับต่ำสุดที่ร้อยละ 19.7 และคาดว่าแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งอัตรา NEET ของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มแตะร้อยละ 27.9 ในปี 2570 สูงกว่ากันถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูงที่มีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 11.0 


แม้ว่าการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นจะเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงงานที่ดีกว่าได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่อัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ลดลงเสมอไป ในกรณีของประเทศรายได้สูง คนรุ่นใหม่ที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงจะมีอัตราการว่างงานที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับคนที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่า แต่รูปแบบดังกล่าวไม่เป็นจริงในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาระดับสูงมักเผชิญกับอัตราการว่างงานที่สูงกว่า ส่วนใหญ่เกิดจากระดับการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น การมีวุฒิการศึกษาสูง หากได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัว ก็มักทำให้คนรุ่นใหม่ในประเทศเหล่านี้รอคอยงานที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า เช่น งานภาครัฐหรืองานในต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนจำกัด ในทางตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่า ซึ่งมักมาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีความพร้อมด้านการเงินมากนัก มีแนวโน้มจะคว้าโอกาสในการทำงานตรงหน้ามากกว่า แม้จะเป็นงานนอกระบบก็ตาม

เมื่อไม่นานมานี้ทั่วโลกเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหางานทักษะสูงเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงาน โดยในกรณีของประเทศที่มีรายได้สูง มีข้อมูลสะท้อนว่า คนรุ่นใหม่อายุ 15-24 ปีที่มีการศึกษาสูงอาจเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้นในการเข้าสู่ตลาดงาน เนื่องจากการใช้งาน AI เพราะคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติมากกว่ากลุ่มคนที่มีการศึกษาในระดับต่ำกว่า แม้ว่าผลกระทบทั้งหมดจาก AI ต่อการจ้างงานคนรุ่นใหม่ยังไม่สามารถประเมินได้แน่นอน แต่ก็ควรจับตามองอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับขนาดของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา


รายงานอ้างอิงผลสำรวจล่าสุดจากประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่พบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการถูกแทนที่ด้วย AI ในขณะที่แรงงานอายุมากกว่าอาจมีเกราะป้องกันจากตำแหน่งหน้าที่และความอาวุโส โดยความเสี่ยงของการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติจะสูงขึ้นในกลุ่มคนอายุ 15 ถึง 24 ปีที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีการศึกษาน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนรุ่นใหม่การศึกษาสูงมักทำงานในอาชีพที่เสี่ยงต่อการใช้ AI มากกว่า ความเสี่ยงดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนสุดในประเทศรายได้สูง ซึ่งไม่คำนึงถึงอายุหรือระดับการศึกษา สะท้อนถึงโครงสร้างด้านอาชีพและลักษณะงานเฉพาะของประเทศเหล่านั้น ในทางตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่และแรงงานวัยผู้ใหญ่ในประเทศรายได้ต่ำมีความเสี่ยงน้อยกว่า เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังพึ่งพาเกษตรกรรมและมีงานที่ใช้ AI ทำน้อยกว่า 


อีกปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อตลาดแรงงาน คือ การหยุดชะงักที่เกิดจากความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าโลก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวในระบบการค้าโลก แบบจำลองของ ILO พบว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าที่เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางอาจทำให้ผลตอบแทนสำหรับแรงงานลดลง และส่งผลให้ค่าจ้างที่แท้จริงของทั้งแรงงานทักษะสูงและแรงงานไร้ทักษะลดลงในแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่การสูญเสียรายได้จะกระทบมากสุดในภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอย่างลึกซึ้ง อย่างกรณีของอาเซียนอาจสูงถึงร้อยละ 0.45 ส่วนยุโรปและเอเชียใต้อาจอยู่ที่ร้อยละ 0.3


ดัชนีความไม่แน่นอน (Uncertain Index) ในส่วนของความเสี่ยงทางการเงิน เศรษฐกิจ และนโยบาย ขยับแตะระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว และในเดือนกันยายนแตะระดับที่สูงเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2553-2562 ส่วนความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกที่กระทบ 200 ประเทศและดินแดน อยู่ใกล้เคียงกับระดับสูงสุด สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างความไม่แน่นอนระดับโลกและระดับประเทศ 


ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกดดันทั้งการลงทุนและการจ้างงานของบริษัทต่าง ๆ รวมถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภค ส่งผลให้ความต้องการบริโภคโดยรวมอ่อนแอลง และสร้างความเสี่ยงเชิงลบต่อตลาดแรงงาน เพราะท่ามกลางแนวโน้มในอนาคตที่ไม่ชัดเจน บริษัทต่าง ๆ มักจะลดตำแหน่งงานว่างหรือระงับการจ้างงานเอาไว้ก่อน

ขณะที่ศักยภาพของการค้าโลกในการสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ก็เผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งนี้ ในปี 2567 มีตำแหน่งงานประมาณ 465 ล้านตำแหน่ง ใน 80 ประเทศและดินแดน ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการด้านการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ภูมิภาคเอเอเชีย-แปซิฟิกมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด อยู่ที่ 278 ล้านตำแหน่ง ตามด้วยยุโรปและเอเชียกลางที่ 96 ล้านตำแหน่ง การจ้างงานที่เชื่อมโยงกับการค้าสะท้อนถึงรูปแบบการค้าโลก ซึ่งภาคบริการมีบทบาทมากขึ้น


โดยสัดส่วนการจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 35.9 ในปี 2538 อยู่ที่ร้อยละ 48.6  ในปี 2565 ซึ่งสอดคล้องกับความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของภาคบริการในระบบการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของกระแสการค้าระหว่างประเทศ หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ได้แก่ การค้าบริการผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของการส่งออกทั่วโลกในปี 2567


อย่างไรก็ตาม ILO เสนอแนะว่า ความร่วมมือเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตมากขึ้น รวมถึงการทำให้สถาบันแข็งแกร่งขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนงานที่มีคุณภาพ ทั้งที่สถานการณ์เคยดีขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่การนำ AI มาใช้งานเพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต่ำ และการการค้าโลกที่ซบเซา จะทำให้การพัฒนาคุณภาพแรงงานทั่วโลกมีความยากลำบากขึ้น

ที่มาข้อมูล : ILO Employment and Social Trends 2026

ที่มารูปภาพ : TNN

sticky-bar-top