สบน.ชี้มีช่องกู้เพิ่ม 3.5แสนล้านบาท ไม่ชนเพดาน

Share on Line Share on Facebook Share on X
สบน.ชี้มีช่องกู้เพิ่ม 3.5แสนล้านบาท ไม่ชนเพดาน

นางสาวจินดารัตน์  วิริยะทวีกุล  ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงช่องว่างในการกู้เงินตามกฎหมายของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2569 ว่า หากพิจารณาตามกรอบกฎหมายหนี้สาธารณะจะพบว่า รัฐบาลมีเพดานการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลสะสมเหลืออยู่ค่อนข้างน้อย โดยตามกำหนดสัดส่วนการกู้เงินขาดดุลไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายบวกกับอีก 80% ของงบชำระคืนต้นเงินกู้ จะพบว่า ในปี 2569 จะเหลือวงเงินกู้ได้อีกเพียงประมาณ 17,080 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากมีการวางแผนกู้ชดเชยการขาดดุลไปแล้วถึง 860,000 ล้านบาท จากกรอบรวมทั้งหมด 877,080 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม  แม้พื้นที่การกู้เงินภายใต้กฎหมายดังกล่าวจะดูจำกัด แต่หากพิจารณาจากกฎหมายวินัยการเงินการคลังภายใต้เพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% พบว่า สถานะยังมีความมั่นคง โดยข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 68.17% และคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ (ก.ย.) สัดส่วนดังกล่าวจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 68.88% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุด ภายใต้สมมติฐานที่แย่ที่สุด คือ จีดีพีไม่เติบโตและมีการเบิกจ่ายงบประมาณเต็มวงเงิน 

สรุปข่าว

สบน.กางแผนเงินกู้ปี 2569 ยัน ภายใต้กฎหมายวินัยการเงินการคลังมีเหลือ 3.52 แสนล้าน เชื่อหนี้ต่อจีดีพีสูงสุด 68% อยู่ภายใต้เพดาน 70% แม้ช่องว่างกู้ขาดดุลจำกัดเหลือเพียง 1.7 หมื่นล้านบาท ถือว่าเพียงพอรองรับวิกฤติ

นางสาวจินดารัตน์  วิริยะทวีกุล  ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงช่องว่างในการกู้เงินตามกฎหมายของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2569 ว่า หากพิจารณาตามกรอบกฎหมายหนี้สาธารณะจะพบว่า รัฐบาลมีเพดานการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลสะสมเหลืออยู่ค่อนข้างน้อย โดยตามกำหนดสัดส่วนการกู้เงินขาดดุลไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายบวกกับอีก 80% ของงบชำระคืนต้นเงินกู้ จะพบว่า ในปี 2569 จะเหลือวงเงินกู้ได้อีกเพียงประมาณ 17,080 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากมีการวางแผนกู้ชดเชยการขาดดุลไปแล้วถึง 860,000 ล้านบาท จากกรอบรวมทั้งหมด 877,080 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม  แม้พื้นที่การกู้เงินภายใต้กฎหมายดังกล่าวจะดูจำกัด แต่หากพิจารณาจากกฎหมายวินัยการเงินการคลังภายใต้เพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% พบว่า สถานะยังมีความมั่นคง โดยข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 68.17% และคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ (ก.ย.) สัดส่วนดังกล่าวจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 68.88% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุด ภายใต้สมมติฐานที่แย่ที่สุด คือ จีดีพีไม่เติบโตและมีการเบิกจ่ายงบประมาณเต็มวงเงิน 

ทั้งนี้ สบน. ระบุว่า พื้นที่ว่างของหนี้สาธารณะในปี 2569 ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 352,000 ล้านบาท ซึ่งวงเงินนี้คิดเป็นครึ่งหนึ่งของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต หรือ 1 ใน 4 ของงบโควิดเดิม โดยการที่จะทำให้หนี้ทะลุเพดาน 70% ได้นั้น เศรษฐกิจจะต้องหดตัวหรือมีจีดีพีติดลบอย่างรุนแรงเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่เติบโตช้า

นอกจากนี้  แม้ว่า หนี้ต่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความจำเป็นในการใช้เงินกู้ต่างประเทศก็ยังมีอยู่ โดยเราเห็นว่า การคงสัดส่วนหนี้ต่างประเทศไว้บ้างเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อรักษาสภาพคล่องเผื่อเกิดวิกฤติภายในประเทศจนหาแหล่งเงินทุนไม่ได้ นอกจากนี้ การกู้เงินจากสถาบันระหว่างประเทศอย่างเช่น ADB หรือ World Bank ยังมาพร้อมกับความช่วยเหลือทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในโครงการสำคัญๆ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมหรือวิศวกรรม รวมถึงมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงนัก

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

sticky-bar-top