
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามูลค่า 10,547 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีนั้น มองว่าไม่ใช่ Hot Money (เงินร้อน) หรือ เงินลงทุนระยะสั้น แต่น่าจะเป็นการเข้ามาลงทุนยาว ส่วนหนึ่งได้ประโยชน์จากการที่เงินไหลออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และเงินลงทุนจะอยู่ยาวแค่ไหนก็ขึ้นกับผลการเลือกตั้งด้วย ถ้าการเมืองมีความแน่นอนฟันด์โฟลว์จะมีโอกาสเข้ามาเพิ่ม และหากค่าเงินบาทมีเสถียรภาพก็จะยิ่งเอื้อให้เข้ามาได้ดี
และเมื่อมองไปข้างหน้าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจน ถ้ารัฐบาลใหม่จะเป็นรัฐบาลผสมก็ไม่คิดว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้ลงทุน เนื่องจากข้อดีของการเมืองบ้านเรา คือ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนนโยบายก็ไม่ทำร้ายเศรษฐกิจ แต่จะดันเงินอยู่นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่านโยบายที่เป็นความร่วมมือจะทำให้เศรษฐกิจโตก้าวกระโดดได้ไหมมากกว่า
สรุปข่าว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามูลค่า 10,547 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีนั้น มองว่าไม่ใช่ Hot Money (เงินร้อน) หรือ เงินลงทุนระยะสั้น แต่น่าจะเป็นการเข้ามาลงทุนยาว ส่วนหนึ่งได้ประโยชน์จากการที่เงินไหลออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และเงินลงทุนจะอยู่ยาวแค่ไหนก็ขึ้นกับผลการเลือกตั้งด้วย ถ้าการเมืองมีความแน่นอนฟันด์โฟลว์จะมีโอกาสเข้ามาเพิ่ม และหากค่าเงินบาทมีเสถียรภาพก็จะยิ่งเอื้อให้เข้ามาได้ดี
และเมื่อมองไปข้างหน้าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจน ถ้ารัฐบาลใหม่จะเป็นรัฐบาลผสมก็ไม่คิดว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้ลงทุน เนื่องจากข้อดีของการเมืองบ้านเรา คือ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนนโยบายก็ไม่ทำร้ายเศรษฐกิจ แต่จะดันเงินอยู่นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่านโยบายที่เป็นความร่วมมือจะทำให้เศรษฐกิจโตก้าวกระโดดได้ไหมมากกว่า
ทั้งนี้ หลังมีรัฐบาลใหม่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะเร่งเดินหน้าเข้าไปพูดคุยผลักดัน TISA ที่จะให้ลดหย่อนภาษีกับผู้ลงทุนที่ถือลงทุนยาวเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวในตลาดหุ้นแบบยาวๆ จะได้ไม่กังวลกับการต่ออายุ LTF และถูกแรงขาย LTF กดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยเหมือนในอดีต ซึ่งปัจจุบันเม็ดเงินที่จะเป็นแรงขายกดดันตลาดไม่น่ากังวล เพราะมีไม่มากแล้วราว 3-4 หมื่นล้านบาท จากเดิมเป็นหลักแสนล้าน รวมทั้งการเพิ่มอำนาจก.ล.ต.ให้ลงโทษหรือตัดสินใจต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดทุนได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ระหว่างพิจาราณาปรับปรุงเกณฑ์ใหม่อย่างครบวงจร เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการให้บริษัทเข้ามาจดทะเบียน แต่ยังเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ เดินหน้าโครงการ Jump+ และ BOI to IPO ที่จะเพิ่มธุรกิจใหม่มาดึงดูดความน่าสนใจ อาทิ กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) // ดาต้าเซ็นเตอร์ // การดูแลสถขภาพ (Wellness
เพื่อเปลี่ยนหน้าตาธุรกิจใหม่ๆ เปลี่ยนรายชื่อหุ้นใน SET50 และให้ตลาดหุ้นไทยให้แข่งขันกับตลาดในภูมิภาคได้ และช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาด และจะเน้นดูแล P/E ,การดึงกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ใหม่ รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเวลาการซื้อขายจากที่เพิ่มมาอีก 30 นาที จากเดิม 14:00 น. เป็น 14:30 น. ซึ่งใช้มานานเกือบ 2 ปี โดยจะพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ อย่างสมเหตุสมผล ทั้งความคุมค่าในการให้บริการต่อต้นทุนการให้บริการ และมูลค่าการซื้อขายประกอบด้วย เพื่อให้มีส่วนให้หุ้นไทยถูกปรับเรตติ้งที่ดีขึ้นในดัชนี MSCI

"จริงๆ การปรับหุ้นไทยในดัชนี MSCI ตลาดเราเริ่มต้นตั้งแต่ปีที่แล้ว เรื่อง MSCI แน่นอนถ้าดูจากสถิติ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเรตติ้งของเราใน MSCI ซึ่งสำคัญลดลงมาเรื่อยๆ ส่วนเรื่องการเลือกตั้งและผลต่อตลาดหุ้นไทยนั้น เท่าที่สัมผัสมาข้อดีของบ้านเรา คือ เราก็มีรัฐบาลที่เป็นพรรคร่วมมาตลอด และข้อดีอีกอันหนึ่ง จริงๆ เคยถามนักลงทุนต่างประเทศมาหลายรอบแล้ว ว่ามองว่าการเมืองบ้านเราเป็นยังไง เขาก็บอกว่า Same same มาตลอด ข้อดี คือ ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรูปแบบไหน ธุรกิจยังเดินต่อได้ ไม่เคยมีนโยบายที่เรียกว่าทำร้ายเศรษฐกิจ แต่อันที่จะสำคัญกว่า คือ ต้องการนโยบายหรือความร่วมมือที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตก้าวกระโดด ความไม่แน่นอนของการเมืองที่ผ่านมา ผมคิดว่ามันทำให้นักลงทุนมองว่ามันทำให้เศรษฐกิจโตตามศักยภาพไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราโตร้อยละ 1-2 เท่านั้น ต่ำกว่าศัยภาพ " นายอัสสเดช กล่าว
- หุ้นไทยวันนี้ 22 มกราคม 2569 ปิดลบ 5.92 จุด พักฐานรับแรงขาย TRUE - บิ๊กแคป
- หุ้นไทยวันนี้ 21 มกราคม 2569 เพิ่มขึ้น 21.19 จุด รับแรงหนุน Fund Flow
- หุ้นไทยวันนี้ 23 ธันวาคม 2568 ปิดบวก 1.43 จุด DELTA พ่นพิษฉุดดัชนีช่วงบ่าย
- หุ้นไทยวันนี้ 9 ธันวาคม 2568 ปิดบวก 8.48 จุด รอติดตามเฟด-Dot Plot
- หุ้นไทยวันนี้ 3 ธันวาคม 2568 ปิดลบ 2.76 จุด แกว่งไซด์เวย์

