"Swatch" ระส่ำกำไรทรุด-มูลค่าดิ่ง ต้องรื้อโครงสร้างถึงจะรอด!

Share on Line Share on Facebook Share on X

สถานการณ์ของ Swatch กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อเสียงเรียกร้องให้ยกเครื่องกลยุทธ์ดังขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางผลกำไรที่ลดลงต่อเนื่องหลายปี และมูลค่าตลาดที่หดเหลือเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของจุดสูงสุดเมื่อปี 2013

ล่าสุด บริษัทเสนอชื่อ Andreas Rickenbacher นักธุรกิจชาวสวิส เข้าสู่คณะกรรมการบริษัทในการประชุมผู้ถือหุ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นกรรมการใหม่เพียงรายที่ 2 ในรอบ 10 ปี อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนมากมองว่า การเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วนอาจยังไม่เพียงพอ

นักลงทุนสายเคลื่อนไหวจากสหรัฐฯ อย่าง GreenWood ซึ่งถือหุ้นประมาณ ร้อยละ 0.5 ระบุว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณภาพสินค้า แต่เป็นเรื่องความเกี่ยวข้องกับตลาดที่ลดลง Swatch เคยเป็นผู้บุกเบิกวงการนาฬิกาในยุค 1980 ด้วยดีไซน์พลาสติกทันสมัยราคาจับต้องได้ และภายใต้การนำของผู้ก่อตั้ง Nicolas Hayek ยังสามารถพลิกฟื้นแบรนด์อย่าง Omega รวมถึงขยายสู่ตลาดลักชัวรีผ่านการเข้าซื้อ Blancpain และ Breguet

สรุปข่าว

Swatch กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังผลกำไรหดตัวต่อเนื่องและมูลค่าบริษัทลดลงอย่างมากในรอบกว่าทศวรรษ นักวิเคราะห์ชี้จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างบริหาร ปรับพอร์ตแบรนด์ และคืนความสดใหม่ด้านนวัตกรรม

สถานการณ์ของ Swatch กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อเสียงเรียกร้องให้ยกเครื่องกลยุทธ์ดังขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางผลกำไรที่ลดลงต่อเนื่องหลายปี และมูลค่าตลาดที่หดเหลือเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของจุดสูงสุดเมื่อปี 2013

ล่าสุด บริษัทเสนอชื่อ Andreas Rickenbacher นักธุรกิจชาวสวิส เข้าสู่คณะกรรมการบริษัทในการประชุมผู้ถือหุ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นกรรมการใหม่เพียงรายที่ 2 ในรอบ 10 ปี อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนมากมองว่า การเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วนอาจยังไม่เพียงพอ

นักลงทุนสายเคลื่อนไหวจากสหรัฐฯ อย่าง GreenWood ซึ่งถือหุ้นประมาณ ร้อยละ 0.5 ระบุว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณภาพสินค้า แต่เป็นเรื่องความเกี่ยวข้องกับตลาดที่ลดลง Swatch เคยเป็นผู้บุกเบิกวงการนาฬิกาในยุค 1980 ด้วยดีไซน์พลาสติกทันสมัยราคาจับต้องได้ และภายใต้การนำของผู้ก่อตั้ง Nicolas Hayek ยังสามารถพลิกฟื้นแบรนด์อย่าง Omega รวมถึงขยายสู่ตลาดลักชัวรีผ่านการเข้าซื้อ Blancpain และ Breguet

หลังการเสียชีวิตของ Hayek ในปี 2010 บริษัทอยู่ภายใต้การบริหารของครอบครัว โดย Nayla Hayek เป็นประธาน และ Nick Hayek เป็นซีอีโอ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Swatch แทบไม่มีดีลซื้อกิจการใหญ่หรือความก้าวหน้าผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ส่งผลให้ภาพลักษณ์หลายแบรนด์ถูกมองว่าล้าสมัย

เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Richemont และ Watches of Switzerland หุ้น Swatch ให้ผลตอบแทนต่ำกว่ามากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา แม้ปีนี้ราคาหุ้นจะฟื้นตัวขึ้นราว ร้อยละ 18 หลังยอดขายไตรมาส 4 ดีกว่าคาด แต่ภาพรวมระยะยาวยังถือว่าตามหลังกลุ่มลักชัวรีของยุโรป

อีกประเด็นสำคัญคือโครงสร้างหุ้นสองประเภท ซึ่งเปิดทางให้ครอบครัว Hayek มีอำนาจโหวตสูง แม้ถือหุ้นจริงเพียง 1 ใน 4 นักวิชาการด้านบรรษัทภิบาลมองว่าบอร์ดควรได้รับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพิ่มกรรมการอิสระและผู้มีประสบการณ์ระดับสากล

ในเชิงธุรกิจ พอร์ตโฟลิโอ 16 แบรนด์ของ Swatch ถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะแบรนด์ระดับกลางอย่าง Longines และ Tissot ที่อาจจำกัดศักยภาพการเติบโต ขณะที่แบรนด์ลักชัวรีอย่าง Blancpain และ Breguet ยังมีโอกาสสร้างมาร์จิ้นสูง นักวิเคราะห์จาก UBS เสนอว่าบริษัทควรพิจารณาขายแบรนด์ที่อ่อนแอ เพื่อโฟกัสกลุ่มพรีเมียม

ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานก็เป็นอีกแรงกดดัน สต็อกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ในรอบ 5 ปี ขณะที่กำไรหลักในปีล่าสุดลดลงถึงร้อยละ 56 ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทเลือกคงกำลังการผลิตไว้ แม้อุปสงค์อ่อนตัว เพื่อรักษาการจ้างงาน ส่งผลให้มาร์จิ้นถูกบีบตัว

แม้บางนักลงทุนมองว่าหุ้น Swatch ต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง โดยประเมินมูลค่าชำระบัญชีสูงกว่า 200 ฟรังก์สวิสต่อหุ้น เทียบกับราคาปิดล่าสุดราว 198.5 ฟรังก์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากจะเห็นผลการฟื้นตัวอย่างแท้จริง อาจต้องใช้เวลา 4–5 ปี

สำหรับ Swatch เวลาจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ การตัดสินใจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ จะชี้ชะตาว่าแบรนด์นาฬิกาสวิสรายใหญ่จะสามารถกลับมาเดินเข็มสู่การเติบโตได้อีกครั้ง หรือยังคงเผชิญแรงกดดันจากตลาดลักชัวรีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วต่อไป 

แท็กบทความ

sticky-bar-top