สงครามโดรนอิหร่าน ดันยอด "โดรนสกัด" ทะลักทั่วโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

ความขัดแย้งทั่วตะวันออกกลาง ไม่เพียงส่งแรงกระเพื่อมต่อความมั่นคงและตลาดการเงินโลก แต่ยังกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อธุรกิจของผู้ผลิตโดรนขนาดเล็ก โดยเฉพาะบริษัทที่พัฒนา "โดรนสกัด" เพื่อทำลายโดรนฝ่ายตรงข้าม

ผู้ผลิตโดรนหลายรายเปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามปะทุ ความต้องการเทคโนโลยีต่อต้านโดรนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงในหลายประเทศติดต่อขอข้อมูล ทดลองสาธิต และสอบถามการจัดซื้อต่อเนื่อง

บริษัท Nordic Air Defense จากสวีเดน ระบุว่า หลังสงครามเริ่มต้น บริษัทได้รับคำขอข้อมูลจากตะวันออกกลางแทบทุกวัน จากเดิมที่เคยมีเพียงเดือนละ 1 หรือ 2 ครั้งเท่านั้น โดยโดรนสกัดรุ่น Kreuger-100XR ของบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบในยูเครน

ขณะที่บริษัท Tron Future จากไต้หวัน เปิดเผยว่า จำนวนคำสอบถามจากต่างประเทศเกี่ยวกับระบบต่อต้านโดรนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการระบบป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น สนามบิน โรงไฟฟ้า และโครงข่ายพลังงาน

สรุปข่าว

สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้าง "ตลาดใหม่" ให้ผู้ผลิตโดรนขนาดเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะบริษัทที่พัฒนาโดรนสกัดเพื่อทำลายโดรนโจมตีแบบ Shahed หลังรัฐบาลหลายประเทศเร่งมองหาเทคโนโลยีป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ท่ามกลางภัยคุกคามจากโดรนราคาถูกที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว

ความขัดแย้งทั่วตะวันออกกลาง ไม่เพียงส่งแรงกระเพื่อมต่อความมั่นคงและตลาดการเงินโลก แต่ยังกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อธุรกิจของผู้ผลิตโดรนขนาดเล็ก โดยเฉพาะบริษัทที่พัฒนา "โดรนสกัด" เพื่อทำลายโดรนฝ่ายตรงข้าม

ผู้ผลิตโดรนหลายรายเปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามปะทุ ความต้องการเทคโนโลยีต่อต้านโดรนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงในหลายประเทศติดต่อขอข้อมูล ทดลองสาธิต และสอบถามการจัดซื้อต่อเนื่อง

บริษัท Nordic Air Defense จากสวีเดน ระบุว่า หลังสงครามเริ่มต้น บริษัทได้รับคำขอข้อมูลจากตะวันออกกลางแทบทุกวัน จากเดิมที่เคยมีเพียงเดือนละ 1 หรือ 2 ครั้งเท่านั้น โดยโดรนสกัดรุ่น Kreuger-100XR ของบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบในยูเครน

ขณะที่บริษัท Tron Future จากไต้หวัน เปิดเผยว่า จำนวนคำสอบถามจากต่างประเทศเกี่ยวกับระบบต่อต้านโดรนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการระบบป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น สนามบิน โรงไฟฟ้า และโครงข่ายพลังงาน

แนวโน้มสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ลูกค้าหลายประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับระบบ "ฮาร์ดคิล" มากขึ้น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้แรงระเบิดหรือแรงปะทะทางกายภาพทำลายโดรนศัตรูโดยตรง แทนการใช้เครื่องรบกวนสัญญาณแบบเดิม

ความต้องการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังอิหร่านส่งโดรนโจมตีแบบ Shahed หลายพันลำเข้าสู่พื้นที่ความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย บางส่วนสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศและโจมตีเป้าหมายได้ รวมถึงฐานทัพของสหรัฐ

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการป้องกันภัยจากโดรน Shahed คือเรื่องต้นทุนและปริมาณ เนื่องจากขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิมมีจำนวนจำกัดและมีราคาสูงเกินไปสำหรับการใช้สกัดโดรนราคาถูกที่มีต้นทุนเพียงประมาณ 20,000-50,000 ดอลลาร์ต่อลำ

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตหลายรายยอมรับว่าศักยภาพการผลิตยังไม่สามารถรองรับความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเทคโนโลยีโดรนสกัดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และหลายบริษัทเพิ่งเริ่มขยายกำลังการผลิต

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า หากเกิดความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันในอนาคต ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเห็นการโจมตีแบบ "ฝูงโดรนราคาถูกจำนวนมาก" ผสมกับการยิงขีปนาวุธ ซึ่งทำให้เทคโนโลยีสกัดโดรนต้นทุนต่ำกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการป้องกันทางอากาศยุคใหม่