
อุณหภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ แม้การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ ที่ผนึกกำลังกับอิสราเอล กับฝ่ายอิหร่าน จะดำเนินมาครบ 1 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าจะยุติลง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังเจรจากับบุคคลระดับสูงของอิหร่าน ขณะที่ “อับบาส อารักชี” รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่าไม่ได้เจรจาหรือหารือกับสหรัฐฯ มีเพียงการส่งต่อข้อความผ่านมิตรประเทศ ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังพิจารณาจะร่วมมือกับกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งจะเป็นการยกระดับการสู้รบในตะวันออกกลาง หลังจากทั้ง 2 ประเทศเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากอิหร่านจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ส่งผลให้น้ำมันดิบร้อยละ 20 ของทั้งโลกไม่สามารถขนส่งผ่านเส้นทางนี้ได้ โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) วิเคราะห์ข้อมูลของ “เคปเลอร์” (Kpler) พบว่า ในปี 2568 ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่สุดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คือ ซาอุดีอาระเบีย ราว 5.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามด้วยอิรัก 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน, UAE 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน, อิหร่าน 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และประเทศอื่น ๆ รวมกัน 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่น้ำมันร้อยละ 80 ในจำนวนนี้มีจุดหมายปลายทางในเอเชีย ได้แก่ จีน 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามด้วยอินเดีย 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย รวม 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งใหญ่สุดของประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลกตามนิยามของ IEA หนุนให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชียที่พุ่งขึ้นร้อยละ 143 นับตั้งแต่การโจมตีเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ วิกฤตพลังงานดังกล่าวส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ เร่งหามาตรการรับมือวิกฤตครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การขนส่ง และความท้าทายไม่เหมือนกัน จึงใช้มาตรการที่แตกต่างกันไป

มาตรการลดการใช้พลังงานเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ ถือเป็นการจัดการในส่วนความต้องการบริโภค (demand side) ซึ่งแนวทางหลัก ๆ จะโฟกัสที่การปันส่วนพลังงาน การรณรงค์ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
การปันส่วนพลังงานมีหลายรูปแบบ อย่างกรณีของ “ศรีลังกา” กำหนดให้สามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้เพียง 15 ลิตรต่อสัปดาห์ ผ่านระบบคิวอาร์โค้ด ส่วน “เมียนมา” กำหนดให้รถส่วนบุคคลวิ่งและเติมน้ำมันได้ตามเลขทะเบียนวันคี่-คู่ ยกเว้นรถสาธารณะและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้าน “นิวซีแลนด์” รัฐบาลพิจารณาใช้มาตรการ “วันปลอดรถ” (car-free day) ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกวันที่จะไม่ขับรถในแต่ละสัปดาห์ได้ ส่วน “สโลวีเนีย” เป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป (EU) ที่เริ่มรับมือวิกฤตพลังงาน โดยผู้ขับขี่จะถูกจำกัดปริมาณการใช้น้ำมันไว้ที่ 50 ลิตรต่อสัปดาห์ ในขณะที่ภาคธุรกิจและเกษตรกรจำกัดไว้ที่ 200 ลิตร
สรุปข่าว

อุณหภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ แม้การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ ที่ผนึกกำลังกับอิสราเอล กับฝ่ายอิหร่าน จะดำเนินมาครบ 1 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าจะยุติลง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังเจรจากับบุคคลระดับสูงของอิหร่าน ขณะที่ “อับบาส อารักชี” รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่าไม่ได้เจรจาหรือหารือกับสหรัฐฯ มีเพียงการส่งต่อข้อความผ่านมิตรประเทศ ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังพิจารณาจะร่วมมือกับกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งจะเป็นการยกระดับการสู้รบในตะวันออกกลาง หลังจากทั้ง 2 ประเทศเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากอิหร่านจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ส่งผลให้น้ำมันดิบร้อยละ 20 ของทั้งโลกไม่สามารถขนส่งผ่านเส้นทางนี้ได้ โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) วิเคราะห์ข้อมูลของ “เคปเลอร์” (Kpler) พบว่า ในปี 2568 ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่สุดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คือ ซาอุดีอาระเบีย ราว 5.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามด้วยอิรัก 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน, UAE 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน, อิหร่าน 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และประเทศอื่น ๆ รวมกัน 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่น้ำมันร้อยละ 80 ในจำนวนนี้มีจุดหมายปลายทางในเอเชีย ได้แก่ จีน 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามด้วยอินเดีย 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย รวม 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งใหญ่สุดของประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลกตามนิยามของ IEA หนุนให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชียที่พุ่งขึ้นร้อยละ 143 นับตั้งแต่การโจมตีเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ วิกฤตพลังงานดังกล่าวส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ เร่งหามาตรการรับมือวิกฤตครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การขนส่ง และความท้าทายไม่เหมือนกัน จึงใช้มาตรการที่แตกต่างกันไป

มาตรการลดการใช้พลังงานเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ ถือเป็นการจัดการในส่วนความต้องการบริโภค (demand side) ซึ่งแนวทางหลัก ๆ จะโฟกัสที่การปันส่วนพลังงาน การรณรงค์ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
การปันส่วนพลังงานมีหลายรูปแบบ อย่างกรณีของ “ศรีลังกา” กำหนดให้สามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้เพียง 15 ลิตรต่อสัปดาห์ ผ่านระบบคิวอาร์โค้ด ส่วน “เมียนมา” กำหนดให้รถส่วนบุคคลวิ่งและเติมน้ำมันได้ตามเลขทะเบียนวันคี่-คู่ ยกเว้นรถสาธารณะและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้าน “นิวซีแลนด์” รัฐบาลพิจารณาใช้มาตรการ “วันปลอดรถ” (car-free day) ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกวันที่จะไม่ขับรถในแต่ละสัปดาห์ได้ ส่วน “สโลวีเนีย” เป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป (EU) ที่เริ่มรับมือวิกฤตพลังงาน โดยผู้ขับขี่จะถูกจำกัดปริมาณการใช้น้ำมันไว้ที่ 50 ลิตรต่อสัปดาห์ ในขณะที่ภาคธุรกิจและเกษตรกรจำกัดไว้ที่ 200 ลิตร

มาตรการประหยัดพลังงานเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่หลายประเทศหยิบยกขึ้นมาใช้ในเวลานี้ อาทิ การสนับสนุนให้ผู้คนทำงานจากบ้าน (work from home) อย่างกรณีของไทยที่รัฐบาลสั่งให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่ไม่เกี่ยวกับบริการประชาชนทำงานจากบ้าน เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชีย อาทิ สปป.ลาวที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากบ้าน ส่วนเวียดนามที่เรียกร้องให้ภาคธุรกิจหันมาทำงานจากระยะไกลมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางลดจำนวนวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ อาทิ ปากีสถานและฟิลิปปินส์ รวมถึงการลดเวลาทำงานลง อาทิ สาธารณรัฐโดมินิกันกระตุ้นให้ภาคธุรกิจลดเวลาทำงานสำหรับพนักงานลง ส่วนอียิปต์ส่งเสริมให้ห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารปิดทำการภายใน 21.00 น. และสถานที่ทางการปิดในเวลา 18.00 น. ด้านบังกลาเทศปิดมหาวิทยาลัยทั่วประเทศและใช้การเรียนการสอนแบบออนไลน์เพื่อประหยัดพลังงาน รวมถึงตัดไฟภาคครัวเรือนเป็นเวลา 5 ชั่วโมง เพื่อสลับไปใช้สำหรับอุตสาหกรรมผลิตสิ่งทอ
แนวทางประหยัดพลังงานอื่น ๆ ก็มีหลากหลาย อาทิ ไทยรณรงค์ให้ถอดสูท ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส ส่วนบังกลาเทศแนะตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส ด้านเกาหลีใต้ขอความร่วมมือให้ประชาชนอาบน้ำน้อยลงและชาร์จโทรศัพท์มือถือในช่วงเวลากลางวัน กรณีของสิงคโปร์ส่งเสริมให้ประชาชนลดใช้พลังงานและใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงานมากขึ้น
หลายประเทศยังส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะและพลังงานหมุนเวียน อย่างกรณีของเกาหลีใต้ที่สนับสนุนให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะ เช่นเดียวกับเวียดนามที่รณรงค์ให้ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถจักรยานแทน รวมถึงแบ่งปันการใช้รถภายใต้แนวคิดทางเดียวกันไปด้วยกัน (carpool)
เวียดนามยังแนะให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ ใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมทั้งปรับปรุงเครื่องจักรให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ด้วยการขนส่งสินค้าในปริมาณมากขึ้นต่อการขนส่งแต่ละครั้งเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง

สำหรับมาตรการจัดการด้านปริมาณพลังงาน (supply side) มีหลากหลายแนวทาง ทั้งการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ตลาด ช่วยสกัดการพุ่งขึ้นของราคา รวมถึงระงับการส่งออกพลังงาน และการเพิ่มความหลากหลายในการนำเข้าพลังงานแทนการพึ่งพาตะวันออกกลาง
ในด้านการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ สมาชิก 32 ประเทศของ IEA ลงมติระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ราว 400 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาด นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี และการปล่อยน้ำมันสำรองรอบแรกนี้คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 33 ของปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหมดในส่วนของภาครัฐราว 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินภาคเอกชน 600 ล้านบาร์เรล
ญี่ปุ่นก็ได้เริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาแล้ว 2 รอบ โดยรอบแรกปล่อยออกมาเทียบเท่าการบริโภคในประเทศ 15 วัน และรอบที่ 2 ปล่อยออกมา 53 ล้านบาร์เรลให้กับผู้ค้าส่งน้ำมันรายใหญ่ 4 รายที่เจรจากัน ซึ่งเทียบเท่ากับการบริโภคภายในประเทศ 30 วัน จากที่มีอยู่ทั้งหมด 470 ล้านบาร์เรล หรือเท่ากับการบริโภคนาน 254 วัน ในฝั่งยุโรป รัฐบาลสเปนอนุมัติการปล่อยน้ำมันดิบสำรอง 11.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับการบริโภคภายในประเทศกว่า 12 วัน
ส่วนมาตรการระงับการส่งออกพลังงาน หลายประเทศที่ใช้แนวทางนี้ ได้แก่ จีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่สุดของโลก ได้แจ้งให้โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ระงับการส่งออกดีเซลและเบนซิน เช่นเดียวกับเคนยาที่ห้ามการส่งออกควบคู่ไปกับการปันส่วนน้ำมัน เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองมีพอใช้ถึงแค่เดือนเมษายนนี้เท่านั้น รวมถึงไทยที่ห้ามส่งออกน้ำมัน ยกเว้นส่งออกไป สปป.ลาวและเมียนมา กรณีของมาเลเซียจะพิจารณามาตรการจำกัดการส่งออกพลังงานเป็นทางเลือกสุดท้ายหากเผชิญวิกฤต

ในแง่การเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้าพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง อินเดียเพิ่มการนำเข้าน้ำมันและ LNG จากรัสเซีย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ส่วนญี่ปุ่นเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และลาตินอเมริกา
ขณะที่อาเซียนมีความเปราะบางในเรื่องการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง ข้อมูลจาก “ไฟแนนเชียล ไทมส์” ระบุว่า สิงคโปร์พึ่งพาน้ำมันดิบจากการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาคือฟิลิปปินส์ที่นำเข้าร้อยละ 95 ตามด้วยไทยนำเข้าร้อยละ 79.5, เวียดนาม ร้อยละ 56.8, บรูไนพึ่งพาการนำเข้าร้อยละ 41.3 ส่วนอินโดนีเซียพึ่งพาการนำเข้าร้อยละ 35.2 และมาเลเซียพึ่งพาน้อยกว่า อยู่ที่ร้อยละ 15.6

ในแง่มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานและช่วยเหลือค่าครองชีพ รัฐบาลญี่ปุ่นนำงบสำรอง 8 แสนล้านเยน หรือราว 5 พันล้านดอลลาร์ เป็นกองทุนอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินให้อยู่ที่เฉลี่ย 170 เยนต่อลิตร ซึ่งมาตรการนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 3 แสนล้านเยนต่อเดือน
ด้านนิวซีแลนด์ให้ความช่วยเหลือทางการเงินชั่วคราวจำนวน 50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ในทุก ๆ สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ พร้อมแจกเงิน 5,000 เปโซ หรือ 83 ดอลลาร์ ให้คนขับรถสาธารณะเพื่อช่วยรับมือราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียให้การอุดหนุนน้ำมันค่าออกเทน 95 หรือ RON95 แต่จะปรับลดโควตาสำหรับประชาชนเหลือ 200 ลิตรต่อเดือน จากเดิมที่ 300 ลิตรต่อเดือน มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน ส่วนผู้ที่ใช้น้ำมันเกินโควตาจะต้องจ่ายตามราคาตลาด
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อทำให้ประเทศต่าง ๆ เผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะดันให้เงินเฟ้อขยับขึ้น ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอลง
ที่มาข้อมูล : Reuters, BBC, CNBC, AlJazeera, DW, Anadulu, Euronews
ที่มารูปภาพ : TNN
