จ่อปรับ"จีดีพีเกษตร"ใหม่เหตุสงครามยืดเยื้อ

Share on Line Share on Facebook Share on X
จ่อปรับ"จีดีพีเกษตร"ใหม่เหตุสงครามยืดเยื้อ

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มตั้งแต่ ปลายเดือน ก.พ.2569 และอาจยืดเยื้อทำให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมีแพงขึ้น รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่น

รวมถึงต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น เช่น การประมงที่มีน้ำมันเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ได้รับ ผลกระทบทางตรง ขณะที่ฤดูการทำนาปี จะเริ่มเดือน พ.ค.2569 อาจมีปัญหาราคาปุ๋ยแพง หรืออาจเกิดการขาดแคลน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องติดตาม ประกอบด้วยเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น รวมถึงประเทศกลุ่มยูโรโซนและอาเซียน ซึ่งส่งผลต่อการค้า และความต้องการสินค้าเกษตรไทย


สรุปข่าว

สศก.ประเมินใหม่ “จีดีพีเกษตร” ปี 2569 เดิมที่คาดขยายตัวร้อยละ 2-3 หลังขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อ ภัยแล้งจ่อยาว กระทบต้นทุนการเพาะปลูกและการขนส่งพุ่งสูงขึ้น

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มตั้งแต่ ปลายเดือน ก.พ.2569 และอาจยืดเยื้อทำให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมีแพงขึ้น รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่น

รวมถึงต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น เช่น การประมงที่มีน้ำมันเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ได้รับ ผลกระทบทางตรง ขณะที่ฤดูการทำนาปี จะเริ่มเดือน พ.ค.2569 อาจมีปัญหาราคาปุ๋ยแพง หรืออาจเกิดการขาดแคลน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องติดตาม ประกอบด้วยเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น รวมถึงประเทศกลุ่มยูโรโซนและอาเซียน ซึ่งส่งผลต่อการค้า และความต้องการสินค้าเกษตรไทย


ขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าและ กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นกระทบการแข่งขันและการส่งออกสินค้าเกษตรไทย เช่น มาตรการสิ่งแวดล้อม และด้านสุขอนามัยของสภาพยุโรปและการตรวจสอบคุณภาพ และมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดขึ้นของจีน นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและรวมถึงการวางแผนการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรไทย

นอกจากนี้ ไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท ปลาทูน่า 1 หมื่นล้านบาท ยางพารา 3,000 ล้านบาท ไก่เนื้อ 1,000 ล้านบาท การเกิดสงครามจึงกระทบภาพรวมแน่นอน 

ส่วนสถานการณ์สงคราม เป็นปัจจัยที่เพิ่งเกิดขึ้น สศก.จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตาม และ ต้องประเมินภาวะเศรษฐกิจการเกษตร (จีดีพี ภาคเกษตร) ใหม่จากเดิมคาดว่าทั้งปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2-3 


โดยถ้าแบ่งสินค้าเกษตรายกลุ่ม กลุ่มพืช คาดโตร้อยละ 2.5 - 3.5 โดยสินค้าที่ผลผลิตเพิ่ม คือ ข้าวนาปี, ข้าวโพด, อ้อย, ยางพารา, ปาล์ม, และผลไม้ (ทุเรียน/มังคุด) เนื่องจากน้ำฝนดีและพื้นที่ปลูกเพิ่ม ส่วนผลผลิตลด ข้าวนาปรัง (เกษตรกรหนีราคาตก) และ มันสำปะหลัง

ด้านกลุ่ม ปศุสัตว์ คาดโตร้อยละ 1 - 2 โดยสุกร ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่เกษตรกรระวังเรื่องต้นทุน และกลุ่ม ประมง คาดโตร้อยละ 0.3 - 1.3 โดยกุ้งขาวแวนไม ผลผลิตทรงตัวตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN