รายงานชี้ว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกจะขยับขึ้นไปแตะระดับเท่ากับผลผลิตทางเศรษฐกิจของทั่วโลกรวมทั้งปีภายในปี 2029 ซึ่งเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้หนึ่งปี โดยระดับหนี้ที่สูงขนาดนี้เคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวคือในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
สหรัฐฯ: คาดว่าหนี้สาธารณะรวมจะพุ่งแตะ 135.5% ของ GDP ภายในปี 2029 เพิ่มขึ้นจาก 123.9% ในปี 2025 โดยปัจจุบันสหรัฐฯ ยังไม่มีแผนการปรับลดงบประมาณที่ชัดเจน ขณะที่การขาดดุลรายปีมีแนวโน้มสูงถึง 7-8% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงเวลาปกติที่ไม่มีสงคราม
สรุปข่าว
รายงานชี้ว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกจะขยับขึ้นไปแตะระดับเท่ากับผลผลิตทางเศรษฐกิจของทั่วโลกรวมทั้งปีภายในปี 2029 ซึ่งเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้หนึ่งปี โดยระดับหนี้ที่สูงขนาดนี้เคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวคือในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
สหรัฐฯ: คาดว่าหนี้สาธารณะรวมจะพุ่งแตะ 135.5% ของ GDP ภายในปี 2029 เพิ่มขึ้นจาก 123.9% ในปี 2025 โดยปัจจุบันสหรัฐฯ ยังไม่มีแผนการปรับลดงบประมาณที่ชัดเจน ขณะที่การขาดดุลรายปีมีแนวโน้มสูงถึง 7-8% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงเวลาปกติที่ไม่มีสงคราม
จีน: คาดว่าหนี้สะสมของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นเป็น 120.3% ของ GDP ภายในปี 2029 จากระดับ 99.2% ในปี 2025 โดย IMF ระบุว่า การลดการออกนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยสร้างสมดุลการสนับสนุนทางการคลังให้กระจายไปสู่ภาคครัวเรือนได้มากขึ้น
ทั้งนี้ IMF เตือนว่าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ภาระหนี้โลกอาจพุ่งสูงถึง 121% ของ GDP เนื่องจากราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงงบประมาณด้านการป้องกันประเทศที่ต้องปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาระดอกเบี้ยทั่วโลกมีแนวโน้มจะขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 5% ของ GDP ภายในปี 2030 ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังคงอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการกู้ยืมจะยิ่งซ้ำเติมฐานะทางการคลังให้แย่ลงกว่าที่ประเมินไว้
ขณะที่ ญี่ปุ่น: คาดว่าหนี้จะลดลงสู่ 195.7% ของ GDP ในปี 2029 จากอานิสงส์ของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่ต่ำในช่วงที่เผชิญภาวะเงินฝืดเป็นเวลานาน ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มมีการขยายตัวและสัญญาณเงินเฟ้อในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สหราชอาณาจักร แคนาดา และยุโรป: เริ่มเห็นความคืบหน้าในการควบคุมงบประมาณและการปฏิรูปภาษี
อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง IMF เสนอให้รัฐบาลประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ เร่งขยายฐานภาษีและปฏิรูประบบสวัสดิการ เช่น ประกันสังคมและระบบสุขภาพ ส่วนจีนควรปรับสมดุลนโยบายจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมมาเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้กับภาคครัวเรือน เพื่อลดต้นทุนทางการคลังและเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว
