สงครามทำพิษ! "ถุงยางขาด-แพง" จ่อขึ้นราคา 30% ทั่วโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สถานการณ์สงครามกำลังส่งผลกระทบลึกถึงห่วงโซ่อุปทานโลก ล่าสุดบริษัท Karex จากมาเลเซีย ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศแผนปรับขึ้นราคาสินค้าร้อยละ 20-30 และอาจเพิ่มขึ้นอีก หากปัญหาซัพพลายเชนยังยืดเยื้อ

ผู้บริหารของ Karex ระบุว่า ภาพรวมตลาดอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างมาก ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบหลักที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจากตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้า

Karex มีกำลังการผลิตมากกว่า 5,000 ล้านชิ้นต่อปี และเป็นซัพพลายเออร์ให้กับแบรนด์ระดับโลก รวมถึงหน่วยงานสาธารณสุขและโครงการช่วยเหลือระหว่างประเทศ การปรับราคาครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลเป็นวงกว้าง

ขณะเดียวกัน บริษัทพบว่าความต้องการถุงยางทั่วโลกเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30 ในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนขนส่งที่พุ่งขึ้นและความล่าช้าในการจัดส่ง ทำให้ลูกค้าหลายรายมีสต็อกลดลงกว่าปกติ

สรุปข่าว

สงครามอิหร่านเริ่มส่งแรงกระเพื่อมถึงสินค้าอุปโภคใกล้ตัว เมื่อผู้ผลิตถุงยางรายใหญ่สุดของโลกเตรียมขึ้นราคาแรงถึงร้อยละ 30 ท่ามกลางซัพพลายสะดุด ต้นทุนพุ่ง และความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สถานการณ์สงครามกำลังส่งผลกระทบลึกถึงห่วงโซ่อุปทานโลก ล่าสุดบริษัท Karex จากมาเลเซีย ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศแผนปรับขึ้นราคาสินค้าร้อยละ 20-30 และอาจเพิ่มขึ้นอีก หากปัญหาซัพพลายเชนยังยืดเยื้อ

ผู้บริหารของ Karex ระบุว่า ภาพรวมตลาดอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างมาก ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบหลักที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจากตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้า

Karex มีกำลังการผลิตมากกว่า 5,000 ล้านชิ้นต่อปี และเป็นซัพพลายเออร์ให้กับแบรนด์ระดับโลก รวมถึงหน่วยงานสาธารณสุขและโครงการช่วยเหลือระหว่างประเทศ การปรับราคาครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลเป็นวงกว้าง

ขณะเดียวกัน บริษัทพบว่าความต้องการถุงยางทั่วโลกเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30 ในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนขนส่งที่พุ่งขึ้นและความล่าช้าในการจัดส่ง ทำให้ลูกค้าหลายรายมีสต็อกลดลงกว่าปกติ

ผลกระทบจากสงครามยังทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ เช่น ยางสังเคราะห์ ไนไตรล์ รวมถึงวัสดุบรรจุภัณฑ์และสารหล่อลื่น ปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด สะท้อนแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานที่ลามไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

แม้ Karex จะยังมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตในระยะไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่บริษัทกำลังเร่งเพิ่มกำลังผลิตเพื่อรองรับดีมานด์ที่พุ่งขึ้น หลังสต็อกถุงยางทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

อีกด้านหนึ่ง ระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากเดิมประมาณ 1 เดือน ได้ยืดออกเป็นเกือบ 2 เดือนในบางเส้นทางหลักอย่างยุโรปและสหรัฐฯ ส่งผลให้สินค้าไม่สามารถถึงปลายทางได้ทันความต้องการ