ย้อนดูที่สุดแห่งปี 2025 "คนละครึ่งพลัส" ยาแรง มาไว เคลมไว กระตุ้นเศรษฐกิจ แบบประชานิยม

Share on Line Share on Facebook Share on X

ย้อนดูที่สุดแห่งปี 2025 "คนละครึ่งพลัส" โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 


โครงการ "คนละครึ่งพลัส" เป็นมาตรการ ร่วมจ่าย (co-payment) ของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ลดค่าครองชีพ และหนุนเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปี 2568


โครงการนี้เป็นโครงการเก่า เดิมชื่อว่า คนละครึ่ง ที่ใช้เป็นยาแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในยุคที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ในสมัยของรัฐบาลยุคลุงตู่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ประชาชนไปถึงภาคธุรกิจและนักวิชาการ 


“คนละครึ่งพลัส” ในปี 2025  เป็นการเดิมพันไตรมาสสุดท้ายปลายปี เพื่อเพิ่มพลังทางเศรษฐกิจไทย คำว่าพลัส คือ การเพิ่มเติมสิทธิและขยายโอกาสไปยังร้านค้าให้มากขึ้น ครอบคลุมถึงร้านค้าขนาดเล็ก นิติบุคคล ไมโคร SME และวิสาหกิจชุมชนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และยังขยายโอกาสไปถึงกลุ่มธุรกิจบริการ อย่างร้านตัดผม และแท็กซี่ รถสาธารณะ รวมไปถึงการเพิ่มให้มีสิทธิ “ฟู้ดเดลิเวอรี่ พลัส” ซึ่งเปิดให้ประชาชนใช้สั่งอาหารผ่านระบบจัดส่งอาหารหรือไรเดอร์ได้ 


ส่วนประชาชนที่ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการมีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 20 ล้านสิทธิเท่านั้น แต่สิ่งที่พลัสเข้ามา คือ อายุเด็กลง คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน คือ ต้องมีสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน มีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีบริบูรณ์ในวันลงทะเบียน และต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 รวมถึงต้องไม่เคยถูกตัดสิทธิในโครงการคนละครึ่งเฟสก่อนหน้าตั้งแต่ 1-5  


ส่วนการแจกเงินหรือให้เงินสมทบในครั้งนี้ ถูกเรียกว่าคนละครึ่งพลัส เพราะว่ามีการแบ่งกลุ่มปรับสัดส่วน ระหว่างผู้ที่อยู่ในระบบภาษี กับคนทั่วไป โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจำนวนราว 11 ล้านคน จะได้รับสิทธิแบบ “60:40” คือ ประชาชนเติมเงิน 2,000 บาท รัฐจะสมทบให้อีก 2,400 บาท ขณะที่ประชาชนทั่วไปอีกประมาณ 9 ล้านคน จะได้รับสิทธิแบบ “50:50” เติมเงิน 2,000 บาท รัฐสมทบให้อีก 2,000 บาท


นอกจากนี้ยังกลุ่มของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือหลายคนเรียกติดปากว่าบัตรคนจน  ซึ่งไม่เคยได้เข้าร่วมมาก่อนในยุคแรกที่ผ่านมา รอบนี้ถูกนับว่าได้เข้าร่วมด้วย แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบคนละครึ่งโดยตรง เพราะรัฐบาลมองว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง อาจจะไม่มีกำลังซื้อ ดังนั้นผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13 ล้านคน จะได้รับเงินโอนตรงเข้าสู่ระบบ โดยจ่ายเพิ่มให้อีก 850 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท กลายเป็น 1,150 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน


การใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม จนถึง 31 ธันวาคม 2568 จำกัดวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน โดยประชาชนต้องชำระผ่าน G-Wallet บนแอปเป๋าตังเท่านั้น 


รัฐบาลคาดว่า คนละครึ่งพลัสจะช่วยเพิ่มการจับจ่ายภายในประเทศ กระตุ้นอุปสงค์ และช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี โดยมีเป้าหมายให้เงินหมุนเวียนในระบบและการจับจ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอาจช่วยหนุน GDP ในไตรมาสสุดท้ายของปีได้


แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการประกาศยุบสภาเพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ก็ทำให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” หรือโครงการระยะที่สอง ต้องเป็นหมันไปโดยปริยาย 

 

สรุปข่าว

ที่สุดแห่งปี 2025 "คนละครึ่งพลัส" โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแห่งปี ภายใต้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นการงัดโครงการเก่าสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง พร้อมเพิ่มเติมคำว่าพลัส เพื่อเติมและเสริม ขยายมาตรการต่างๆ ให้ทั่วถึงมากกว่าเดิม

ย้อนดูที่สุดแห่งปี 2025 "คนละครึ่งพลัส" โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 


โครงการ "คนละครึ่งพลัส" เป็นมาตรการ ร่วมจ่าย (co-payment) ของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ลดค่าครองชีพ และหนุนเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปี 2568


โครงการนี้เป็นโครงการเก่า เดิมชื่อว่า คนละครึ่ง ที่ใช้เป็นยาแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในยุคที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ในสมัยของรัฐบาลยุคลุงตู่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ประชาชนไปถึงภาคธุรกิจและนักวิชาการ 


“คนละครึ่งพลัส” ในปี 2025  เป็นการเดิมพันไตรมาสสุดท้ายปลายปี เพื่อเพิ่มพลังทางเศรษฐกิจไทย คำว่าพลัส คือ การเพิ่มเติมสิทธิและขยายโอกาสไปยังร้านค้าให้มากขึ้น ครอบคลุมถึงร้านค้าขนาดเล็ก นิติบุคคล ไมโคร SME และวิสาหกิจชุมชนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และยังขยายโอกาสไปถึงกลุ่มธุรกิจบริการ อย่างร้านตัดผม และแท็กซี่ รถสาธารณะ รวมไปถึงการเพิ่มให้มีสิทธิ “ฟู้ดเดลิเวอรี่ พลัส” ซึ่งเปิดให้ประชาชนใช้สั่งอาหารผ่านระบบจัดส่งอาหารหรือไรเดอร์ได้ 


ส่วนประชาชนที่ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการมีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 20 ล้านสิทธิเท่านั้น แต่สิ่งที่พลัสเข้ามา คือ อายุเด็กลง คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน คือ ต้องมีสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน มีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีบริบูรณ์ในวันลงทะเบียน และต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 รวมถึงต้องไม่เคยถูกตัดสิทธิในโครงการคนละครึ่งเฟสก่อนหน้าตั้งแต่ 1-5  


ส่วนการแจกเงินหรือให้เงินสมทบในครั้งนี้ ถูกเรียกว่าคนละครึ่งพลัส เพราะว่ามีการแบ่งกลุ่มปรับสัดส่วน ระหว่างผู้ที่อยู่ในระบบภาษี กับคนทั่วไป โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจำนวนราว 11 ล้านคน จะได้รับสิทธิแบบ “60:40” คือ ประชาชนเติมเงิน 2,000 บาท รัฐจะสมทบให้อีก 2,400 บาท ขณะที่ประชาชนทั่วไปอีกประมาณ 9 ล้านคน จะได้รับสิทธิแบบ “50:50” เติมเงิน 2,000 บาท รัฐสมทบให้อีก 2,000 บาท


นอกจากนี้ยังกลุ่มของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือหลายคนเรียกติดปากว่าบัตรคนจน  ซึ่งไม่เคยได้เข้าร่วมมาก่อนในยุคแรกที่ผ่านมา รอบนี้ถูกนับว่าได้เข้าร่วมด้วย แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบคนละครึ่งโดยตรง เพราะรัฐบาลมองว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง อาจจะไม่มีกำลังซื้อ ดังนั้นผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13 ล้านคน จะได้รับเงินโอนตรงเข้าสู่ระบบ โดยจ่ายเพิ่มให้อีก 850 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท กลายเป็น 1,150 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน


การใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม จนถึง 31 ธันวาคม 2568 จำกัดวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน โดยประชาชนต้องชำระผ่าน G-Wallet บนแอปเป๋าตังเท่านั้น 


รัฐบาลคาดว่า คนละครึ่งพลัสจะช่วยเพิ่มการจับจ่ายภายในประเทศ กระตุ้นอุปสงค์ และช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี โดยมีเป้าหมายให้เงินหมุนเวียนในระบบและการจับจ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอาจช่วยหนุน GDP ในไตรมาสสุดท้ายของปีได้


แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการประกาศยุบสภาเพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ก็ทำให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” หรือโครงการระยะที่สอง ต้องเป็นหมันไปโดยปริยาย 

 

"คนละครึ่งพลัส" ช่วยดันความเชื่อมั่น สร้างความหวังฟื้นเศรษฐกิจ


ผลลัพธ์อย่างเป็นทางการสำหรับ “คนละครึ่งพลัส” รอความชัดเจนในปีหน้า แต่สำหรับผลระยะสั้นความเชื่อมั่นกลับมาชัดเจน ทั้งผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงยอดของเดลีเวอรี  


“คนละครึ่งพลัส” ดัน เชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม ดีขึ้นในรอบ 9 เดือน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) อยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 9 เดือน และดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังว่าเศรษฐกิจ จะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่งพลัส รวมกับนโยบายอื่น


นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ระดับ 89.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 87.3 ในเดือนตุลาคม 2568 ทั้งนี้ การปรับขึ้นของดัชนีฯ เป็นผลมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส, เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าอาหาร-เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง



"ฟู้ดเดลิเวอรี" เติบโตชัดเจน จากยอดคนละครึ่งพลัส ร้านค้าแห่เข้าร่วม  


กระแสตอบรับจากฟากฝั่งของผู้ให้บริการเดลีเวอรี ก็สอดคล้องกันว่าสร้างยอดเติบโตแบบก้าวกระโดด เช่น LINE MAN เผยว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สร้างผลตอบรับที่แรงต่อเนื่องตั้งแต่เปิดโครงการ เช่น ยอดออเดอร์สะสมทะลุ 2 ล้านออเดอร์ภายใน 5 วัน จากผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ และมีร้านอาหารเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มแล้วมากกว่า 40,000 ร้านค้า ดันเม็ดเงินหมุนเวียนเกือบ 300 ล้านบาท


ขณะที่แกร็บเผย “คนละครึ่งพลัส” คึกคัก ยอดสั่งอาหารทะลุ 1 ล้านออเดอร์ในไม่กี่วัน ร้านเล็กและสตรีทฟู้ดที่มียอดขายโตเฉลี่ย 3 เท่า โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารขนาดเล็กและสตรีทฟู้ด ที่เข้าร่วมกับแกร็บเพิ่มขึ้นกว่า 50%  นอกจากนี้โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยให้ร้านอาหารท้องถิ่นหลายแห่งมียอดขายพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์  เช่นบางร้านในกรุงเทพฯ มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 18 เท่า จากหลักร้อยเป็นหลักหมื่นต่อวัน บางร้านเล็กๆ แต่สามารถยอดขายเฉลี่ยสูงสุดกว่า 50,000 บาทต่อวัน นอกจากนี้ไรเดอร์ก็มีรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 13% หลังเริ่มโครงการ รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร–เครื่องดื่ม ที่ได้รับอานิสงส์จากการบริโภคที่ขยายตัวด้วยเช่นกัน

sticky-bar-top