กระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน "สต็อกปุ๋ย" ในประเทศยังมีเพียงพอ พร้อมดูแลเกษตรกรใกล้ชิด ย้ำยังไม่มีการขึ้นราคา ห้ามฉวยโอกาส

กระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน "สต็อกปุ๋ย" ในประเทศยังมีเพียงพอ พร้อมดูแลเกษตรกรใกล้ชิด ย้ำยังไม่มีการขึ้นราคา ห้ามฉวยโอกาส
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์สต็อกปุ๋ยเคมีในประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายต้องรายงานปริมาณการนำเข้าและปริมาณสต็อกอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมกราคม 2569 พบว่าประเทศไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านตันต่อเดือน ถือว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ในส่วนของปุ๋ยยูเรียซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ปัจจุบันประเทศไทยมีสต็อกประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ และยังมีการนำเข้าเพิ่มเติมจากซาอุดีอาระเบียและประเทศมาเลเซีย ทำให้ปริมาณสต็อกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตปุ๋ยสำหรับการเกษตรอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าปุ๋ยเคมีที่จำหน่ายในตลาดปัจจุบันยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา โดยภาครัฐจะติดตามต้นทุนและโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลไม่ให้เกิดการปรับราคาที่กระทบต่อเกษตรกร
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ และไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน หากพบการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควรสามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
สรุปข่าว
กระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน "สต็อกปุ๋ย" ในประเทศยังมีเพียงพอ พร้อมดูแลเกษตรกรใกล้ชิด ย้ำยังไม่มีการขึ้นราคา ห้ามฉวยโอกาส
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์สต็อกปุ๋ยเคมีในประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายต้องรายงานปริมาณการนำเข้าและปริมาณสต็อกอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมกราคม 2569 พบว่าประเทศไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านตันต่อเดือน ถือว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ในส่วนของปุ๋ยยูเรียซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ปัจจุบันประเทศไทยมีสต็อกประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ และยังมีการนำเข้าเพิ่มเติมจากซาอุดีอาระเบียและประเทศมาเลเซีย ทำให้ปริมาณสต็อกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตปุ๋ยสำหรับการเกษตรอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าปุ๋ยเคมีที่จำหน่ายในตลาดปัจจุบันยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา โดยภาครัฐจะติดตามต้นทุนและโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลไม่ให้เกิดการปรับราคาที่กระทบต่อเกษตรกร
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ และไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน หากพบการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควรสามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ขณะที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงในประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยเปิดเผยว่า พัฒนาการของสถานการณ์โดยรวมในภูมิภาตะวันออกกลางยังคงมีความรุนแรงและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในอิหร่าน อิสราเอล บาห์เรน คูเวต และเลบานอน ขณะเดียวกันอิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าจะมุ่งโจมตีเฉพาะฐานทัพของสหรัฐอเมริกา และไม่มุ่งเป้าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันตนเอง
นอกจากนี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณว่าจะดำเนินการโจมตีอิหร่านอย่างหนัก ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดและมีความไม่แน่นอน ในด้านการบิน แม้ว่ากาตาร์ยังคงปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ แต่สายการบิน Qatar Airways ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินฉุกเฉินบางส่วนเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่จากสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ
สำหรับการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน คนไทยกลุ่มแรกจำนวน 62 คน จากกรุงเตหะรานและเมืองกุม ได้เดินทางโดยรถยนต์ถึงประเทศตุรกีอย่างปลอดภัยในช่วงค่ำของวันที่ 7 มีนาคม โดยมีเจ้าหน้าที่กรมการกงสุลและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองที่ด่าน Kapikoy หลังจากนั้นคณะทั้งหมดได้เดินทางไปพักที่เมืองวาน เพื่อเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบินเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 9 มีนาคม
กลุ่มที่สองในวันที่ 10 มีนาคม นอกจากนี้ยังมีคนไทยในอิหร่านอีกกลุ่มหนึ่งที่มีกำหนดเดินทางออกจากประเทศในวันที่ 10 มีนาคม โดยกรมการกงสุลและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ในส่วนของคนไทยในอิรัก มีการอพยพผ่านชายแดนเข้าสู่ตุรกีแล้ว 3 รอบ จำนวน 18 คน โดยรอบล่าสุด 10 คน เดินทางถึงเมืองมาร์ดินเมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม และจะเดินทางต่อไปยังนครอิสตันบูลเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป โดยรวมแล้วขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 292 คน
- นักวิเคราะห์ในอิหร่านเผย "คาเมเนอี" ผู้พ่อไม่มีส่วนเลือกให้ “โมจตาบา” ลูกชายของเขาสืบทอดตำแหน่ง
- ลูกชายคาเมเนอี ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน
- MIT เปิดวิชาผลิตเด็กปริญญาตรี ที่ทำยานไร้คนขับอัจฉริยะ คิดเองได้ 100% แม้จะไม่เคยบินสำรวจมาก่อนก็ตาม
- ไฟไหม้คลังน้ำมันในอิหร่าน ท่าทีสหรัฐฯ-อิหร่านยังแข็งกร้าว ส่อเค้าตึงเครียดยาว
- เปิด 4 แนวทางรับ "สงคราม" ดันต้นทุนผลิต-ขนส่งพุ่ง "อุตสาหกรรม" พร้อมช่วยเอกชนเร่งด่วน
ที่มาข้อมูล : ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
ที่มารูปภาพ : กระทรวงพาณิชย์
