
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทวางโรดแมปการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Powering Thai Lives : Everywhere • Everyday • Everyone” เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา Ecosystem ของ PTG โดยมุ่งเน้นการขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ ผ่านการพัฒนาสถานีบริการน้ำมัน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าปลีก รวมถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ภายใน Ecosystem
การขยายเครือข่ายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขาเท่านั้น แต่เป็นการวาง Infrastructure ของธุรกิจให้สามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเดินทาง ชุมชนเมือง หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ รวมถึงการนำบริการออกไปสู่กิจกรรมและงานอีเวนต์ในชุมชนในรูปแบบ Food Truck เช่น งานวิ่งและกิจกรรมสาธารณะ เพื่อให้ PTG เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของผู้คน เครือข่ายที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันนี้ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจผ่าน Economies of Scale
*เป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันปี 2569
โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันปี 2569 เติบโต 3-5% จากปี 2568 ที่ยอดขายน้ำมันจะอยู่ที่ราว 6,500 ล้านลิตร ทางด้านธุรกิจ Non-Oil ปีนี้คาดเติบโตมากกว่า 50% ขึ้นไป โดยเฉพาะยอดขายกาแฟพันธุ์ไทยคาดจะเห็นแตะระดับ 10,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 45% และเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2570 ส่วนโครงสร้างรายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากธุรกิจน้ำมันมากกว่า 90% และธุรกิจ Non-Oil ราว 10%
*งบลงทุนปี 2569
สำหรับปี 2569 บริษัทวางงบลงทุนไว้ประมาณ 4,000-4,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินลงทุนในธุรกิจใหม่ประมาณ 1,000 ล้านบาท และที่เหลือใช้ขยายการลงทุนในธุรกิจเดิมที่มีอยู่ นอกจานี้บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Max World Touchpoints มีมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายบริการที่เชื่อมโยงธุรกิจพลังงานและธุรกิจ Non-Oil ภายใน Ecosystem ของบริษัทเข้าด้วยกัน
โดยเป้าหมายดังกล่าวประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,300 แห่ง ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีเป้าหมายขยายสู่กว่า 3,000 สาขา ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ อีกกว่า 200 แห่ง ธุรกิจ LPG มากกว่า 800 แห่ง รวมถึงบริการ Non-Oil และธุรกิจอื่น ๆ อีกกว่า 950 จุดบริการ
เเละการพัฒนาเครือข่ายบริการทั่วประเทศแล้ว PTG ยังเสริมศักยภาพด้วย แพลตฟอร์มดิจิทัล MaxMe Application ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวมบริการต่าง ๆ ของกลุ่ม PTG ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการด้านพลังงาน อาหาร เครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์ได้อย่างต่อเนื่องผ่านประสบการณ์เดียวกัน ปัจจุบัน MaxMe ยังเชื่อมต่อกับพันธมิตรกว่า 650 ราย ครอบคลุมมากกว่า 2.6 ล้านจุดให้บริการ ในหลากหลายหมวดหมู่ของการใช้ชีวิต ตั้งแต่อาหาร การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ไปจนถึงบริการทางการเงิน
สรุปข่าว
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทวางโรดแมปการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Powering Thai Lives : Everywhere • Everyday • Everyone” เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา Ecosystem ของ PTG โดยมุ่งเน้นการขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ ผ่านการพัฒนาสถานีบริการน้ำมัน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าปลีก รวมถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ภายใน Ecosystem
การขยายเครือข่ายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขาเท่านั้น แต่เป็นการวาง Infrastructure ของธุรกิจให้สามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเดินทาง ชุมชนเมือง หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ รวมถึงการนำบริการออกไปสู่กิจกรรมและงานอีเวนต์ในชุมชนในรูปแบบ Food Truck เช่น งานวิ่งและกิจกรรมสาธารณะ เพื่อให้ PTG เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของผู้คน เครือข่ายที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันนี้ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจผ่าน Economies of Scale
*เป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันปี 2569
โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันปี 2569 เติบโต 3-5% จากปี 2568 ที่ยอดขายน้ำมันจะอยู่ที่ราว 6,500 ล้านลิตร ทางด้านธุรกิจ Non-Oil ปีนี้คาดเติบโตมากกว่า 50% ขึ้นไป โดยเฉพาะยอดขายกาแฟพันธุ์ไทยคาดจะเห็นแตะระดับ 10,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 45% และเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2570 ส่วนโครงสร้างรายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากธุรกิจน้ำมันมากกว่า 90% และธุรกิจ Non-Oil ราว 10%
*งบลงทุนปี 2569
สำหรับปี 2569 บริษัทวางงบลงทุนไว้ประมาณ 4,000-4,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินลงทุนในธุรกิจใหม่ประมาณ 1,000 ล้านบาท และที่เหลือใช้ขยายการลงทุนในธุรกิจเดิมที่มีอยู่ นอกจานี้บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Max World Touchpoints มีมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายบริการที่เชื่อมโยงธุรกิจพลังงานและธุรกิจ Non-Oil ภายใน Ecosystem ของบริษัทเข้าด้วยกัน
โดยเป้าหมายดังกล่าวประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,300 แห่ง ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีเป้าหมายขยายสู่กว่า 3,000 สาขา ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ อีกกว่า 200 แห่ง ธุรกิจ LPG มากกว่า 800 แห่ง รวมถึงบริการ Non-Oil และธุรกิจอื่น ๆ อีกกว่า 950 จุดบริการ
เเละการพัฒนาเครือข่ายบริการทั่วประเทศแล้ว PTG ยังเสริมศักยภาพด้วย แพลตฟอร์มดิจิทัล MaxMe Application ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวมบริการต่าง ๆ ของกลุ่ม PTG ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการด้านพลังงาน อาหาร เครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์ได้อย่างต่อเนื่องผ่านประสบการณ์เดียวกัน ปัจจุบัน MaxMe ยังเชื่อมต่อกับพันธมิตรกว่า 650 ราย ครอบคลุมมากกว่า 2.6 ล้านจุดให้บริการ ในหลากหลายหมวดหมู่ของการใช้ชีวิต ตั้งแต่อาหาร การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ไปจนถึงบริการทางการเงิน
*ความกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลน
นายพิทักษ์ กล่าวถึง กรณีที่ประชาชนมีความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ที่ยังยืดเยื้อเเละทวีความรุนเเรนมากขึ้นนั้น ส่งผลให้ปริมาณความต้องการน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติ เเละสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งประสบปัญหาน้ำมันหมดชั่วคราว เห็นได้จากปริมาณการขายของสถานีบริการน้ำมันของ PTG ที่จากเดิมมีความต้องการเฉลี่ยวันละ 10 ล้านลิตร พุ่งขึ้นไปถึง 25 ล้านลิตร นอกจากนี้ ภาครัฐอาจปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลหลังครบกำหนดมาตรการตรึงราคา 15 วัน จึงทำให้มีการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้น
นายพิทักษ์ ยืนยันว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โดยภาครัฐระบุว่าหากไม่มีการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเลย ก็ยังมีน้ำมันใช้ได้นานถึง 60 วัน อีกทั้งประเทศไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันจะไม่หมดไปจากระบบแน่นอน
ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาน้ำมันประมาณ 2 บาท หลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา นายพิทักษ์ ให้ความเห็นว่าภาครัฐอาจจะทยอยปรับขึ้นราคามากกว่าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน
*การเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมัน
ทางด้าน นายรังสรรค์ พวงปราง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการเงินและความยั่งยืน PTG กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันตามนโยบายรัฐจาก 1% เป็น 1.5% ภายในวันที่ 31 มี.ค. นี้ และเพิ่มเป็น 3% ภายในเดือนเม.ย. บริษัทจะใช้วิธีฝากน้ำมันสำรองไว้ที่คลังของโรงกลั่นเพื่อความคล่องตัว ลดภาระต้นทุนทางการเงินจากการถือสต็อกปริมาณมาก รวมทั้งลดภาระด้านภาษีสรรพสามิตที่ต้องจ่ายล่วงหน้า โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพิ่มในส่วนนี้ประมาณ 200 - 300 ล้านบาท สำหรับปริมาณสำรองที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20 ล้านลิตร จากปัจจุบันที่บริษัทสำรองน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านลิตร
อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่ามีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความเสี่ยงจาก Stock Loss หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงในอนาคต ขณะที่มีปริมาณสำรองอยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีการหารือร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด
- วิกฤตลามตะวันออกกลาง “น้ำมัน” แพงนาน
- กองทุนน้ำมันเริ่มติดลบ! รัฐบาลเตรียมออก "พ.ร.ก.กู้เงิน" ช่วยชดเชย เบนซินจ่อขึ้นราคาเป็นขั้นบันได
- เมียนมาเริ่มปันส่วนน้ำมันแบ่งสิทธิเติมน้ำมันรถคู่-คี่ หลังกระทบสู้รบตะวันออกกลาง
- ทำไม "ราคาน้ำมันพุ่ง?" เมื่ออิหร่านส่งออกน้ำมันแค่ 4% ทำความรู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ตัวแปร "สงครามตะวันออกกลาง"
- ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ง่าย อย่าเพิ่งกลัวน้ำมันขาดตลาด
ที่มาข้อมูล : บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG
ที่มารูปภาพ : TNN Wealth
