บจ. SET กำไรร่วง 9.5% ด้าน "mai" ทรุดหนัก 64% เซ่นพิษเศรษฐกิจปี 68 ชะลอตัว

Share on Line Share on Facebook Share on X
บจ. SET กำไรร่วง 9.5% ด้าน "mai" ทรุดหนัก 64% เซ่นพิษเศรษฐกิจปี 68 ชะลอตัว

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 799 บริษัท คิดเป็น 96.3% จากทั้งหมด 830 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 ธันวาคม 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 596 บริษัท คิดเป็น 74.6% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

สรุปข่าว

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 229 บริษัท ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 220.33 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมอยู่ที่ 213,698.26 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 387.50 ล้านบาทต่อวัน

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 799 บริษัท คิดเป็น 96.3% จากทั้งหมด 830 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 ธันวาคม 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 596 บริษัท คิดเป็น 74.6% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานปี 2568 เทียบกับปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 16,329,520 ล้านบาท ลดลง 7.2% โดย บจ. มีการควบคุมต้นทุนขายได้ค่อนข้างดี แต่มีค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลงเพียง 3.0% ทำให้มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 1,077,544 ล้านบาท ลดลง 9.5%

อย่างไรก็ดี บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ การลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 1,103,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ในปีก่อน

“ในปี 2568 บจ. ไทยมีผลประกอบการที่อ่อนแอลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันลดลง และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ บจ. ไทยในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ และกลุ่มธุรกิจการเงินมียอดขายลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารโดยรวมไม่ได้ปรับลดลงมากนัก ทำให้ บจ. ไทยมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง อย่างไรก็ดี บจ. ที่ยังคงมีการเติบโต ได้แก่ หมวดธุรกิจอาหารจากราคาไก่และน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้น หมวดธุรกิจโรงพยาบาล และหมวดธุรกิจเทคโนโลยีที่เติบโตตามการปรับเข้าสู่สังคม Digital” นายสรวิศ กล่าว

ขณะที่นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 216 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 222 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยปี 2568 เปรียบเทียบปี 2567 บจ. มียอดขายรวม 201,323 ล้านบาท ลดลง 2.7% ต้นทุนขาย 149,227 ล้านบาท ลดลง 2.9% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 25.7% มาอยู่ที่ 25.9%

อย่างไรก็ดี การที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.8% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 13,339 ล้านบาท ลดลง 13.9% และมีกำไรสุทธิรวม 2,294 ล้านบาท ลดลง 64.3% โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ปรับจาก 7.5% และ 3.0 % เป็น 6.6% และ 1.1% ตามลำดับ

“ผลการดำเนินงาน บจ. ใน mai งวดปี 2568 มีกำไรสุทธิลดลง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ว่า บจ. โดยรวมจะสามารถควบคุมต้นทุนขายได้ดี แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยเฉพาะของ บจ. บางแห่งมีการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนมูลค่าสูง บางแห่งมีการรับรู้รายได้ลดลงอย่างมีนัยจากสัญญาที่ใกล้แล้วเสร็จและยังไม่มีโครงการใหม่ และบางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการรวมของ บจ. ใน mai

อย่างไรก็ดี ยังมี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถรักษาการเติบโตของยอดขายได้ ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มบริการ มีการเติบโตของกำไรสุทธิอีกด้วย” นายประพันธ์ กล่าว

ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 302,667 ล้านบาท ลดลง 1.5% จากสิ้นปี 2567 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.71 เท่า ปรับลดลงจาก 0.73 เท่า ณ สิ้นปี 2567

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 229 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 220.33 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 213,698.26 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 387.50 ล้านบาทต่อวัน

ที่มาข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่มารูปภาพ : TNN