นายกฯ แถลงนโยบาย “10 Plus” มั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ โลกเชื่อมั่น

Share on Line Share on Facebook Share on X
นายกฯ  แถลงนโยบาย  “10 Plus” มั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ โลกเชื่อมั่น

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา วันนี้ (9 เม.ย.69) มีวาระเรื่องด่วน คือ คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเวลาประมาณ 08.50 น. ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่ เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย โดยมีนโยบายที่น่าสนใจ ดังนี้


เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เช่น

- จัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

- ปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็น และไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ


คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  5 นโยบายแห่งรัฐ 


1.ด้านเศรษฐกิจ

-สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโต อย่างทั่วถึง เท่าเทียม

-ปรับโครงสร้างให้เติบโต แข่งขันได้ พ้นกับดักรายได้ปานกลาง

-เชื่อมไทยสู่โลก สร้างพันธมิตรการค้า

-เปลี่ยน “เกษตรดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ” ยกระดับชีวิตเกษตรกรไทย

-ยกระดับเที่ยวไทย จาก “ปริมาณ” สู่ “มูลค่า” สูง


2.ด้านต่างประเทศและความมั่นคง

-เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นไทย ในเวทีโลก

-เสริมสร้างเสถียรภาพกับทุกขั้วอำนาจ ยึดประโยชน์ไทยเป็นที่ตั้ง

-ขับเคลื่อน “การทูตเศรษฐกิจ” ขยายโอกาสให้คนไทย

-เสริมความมั่นคงชายแดน ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

-สร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชน

-พัฒนาระบบป้องกันประเทศและศักยภาพกองทัพ

-พัฒนาระบบทหารอาสา ปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร


3.ด้านสังคม

-เรียนฟรีจริง มีงานทำ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

-รักษาทุกที่ ได้ทันที

-สร้างเสริมสถาบันครอบครัว ชุมชนเข้มแข็ง


4.ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

-บริหารน้ำ ป้องกันภัยพิบัติเป็นระบบ

-พัฒนาระบบ “ประกันภัยพิบัติ” แห่งชาติ

-ผลักดันการบรรลุเป้า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น ศูนย์

-อนุรักษ์-ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างสมดุล


5.ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

-ราชการทันใจ ลดภาระประชาชน

-ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยการเงิน-คลัง

-พัฒนากฎหมายให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

-แก้คอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง


สรุปข่าว

“นายกฯ อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาล “10 พลัส” ต่อรัฐสภา มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก พร้อมเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว และผลักดันประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ควบคู่การพัฒนาสังคมและปฏิรูปภาครัฐสู่ระบบดิจิทัลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา วันนี้ (9 เม.ย.69) มีวาระเรื่องด่วน คือ คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเวลาประมาณ 08.50 น. ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่ เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย โดยมีนโยบายที่น่าสนใจ ดังนี้


เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เช่น

- จัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

- ปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็น และไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ


คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  5 นโยบายแห่งรัฐ 


1.ด้านเศรษฐกิจ

-สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโต อย่างทั่วถึง เท่าเทียม

-ปรับโครงสร้างให้เติบโต แข่งขันได้ พ้นกับดักรายได้ปานกลาง

-เชื่อมไทยสู่โลก สร้างพันธมิตรการค้า

-เปลี่ยน “เกษตรดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ” ยกระดับชีวิตเกษตรกรไทย

-ยกระดับเที่ยวไทย จาก “ปริมาณ” สู่ “มูลค่า” สูง


2.ด้านต่างประเทศและความมั่นคง

-เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นไทย ในเวทีโลก

-เสริมสร้างเสถียรภาพกับทุกขั้วอำนาจ ยึดประโยชน์ไทยเป็นที่ตั้ง

-ขับเคลื่อน “การทูตเศรษฐกิจ” ขยายโอกาสให้คนไทย

-เสริมความมั่นคงชายแดน ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

-สร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชน

-พัฒนาระบบป้องกันประเทศและศักยภาพกองทัพ

-พัฒนาระบบทหารอาสา ปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร


3.ด้านสังคม

-เรียนฟรีจริง มีงานทำ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

-รักษาทุกที่ ได้ทันที

-สร้างเสริมสถาบันครอบครัว ชุมชนเข้มแข็ง


4.ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

-บริหารน้ำ ป้องกันภัยพิบัติเป็นระบบ

-พัฒนาระบบ “ประกันภัยพิบัติ” แห่งชาติ

-ผลักดันการบรรลุเป้า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น ศูนย์

-อนุรักษ์-ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างสมดุล


5.ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

-ราชการทันใจ ลดภาระประชาชน

-ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยการเงิน-คลัง

-พัฒนากฎหมายให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

-แก้คอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง


5 กลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) 


1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: โอกาสที่ทุกกลุ่มเข้าถึง เศรษฐกิจมั่นคง ยั่งยืน ดันดิจิทัล – AI สร้างอนาคต กติกาทันสมัย แข่งขันได้


2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ เพิ่มผลิตภาพ คุณภาพสูง: เชื่อมโยงห่วงโซ่ผลิต – การตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า-บริการ


3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: โครงสร้างแข็งแกร่ง มุ่งสู่ Net Zero 2050 เพิ่มขีดแข่งขันโลก


4. ด้านสังคมและสวัสดิการ: สมดุลการคลัง – สวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์


5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: ยกระดับสถานะไทยในเวทีโลก พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่



ส่วนการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ยังคงเดินต่อตามแนวทางด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และ ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa)และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา


และ ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล จะดำเนินการโดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายจะใช้จ่าย จากแหล่งเงินงบประมาณ และเงินนอกงบประมาณ เช่น เงินกู้กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน การระดมทุน ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก และจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครั ดด้วยความรอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ


ส่งเสริมให้เกิดการบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้มีความคุ้มค่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน และลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว


และในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอย้ำว่า ความท้าทายและความผันผวน ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในวันนี้ และอนาคตอันใกล้ เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับหากเราหยุดนิ่ง จะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมเติมเต็ม และทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่ อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน และนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาประเทศไทยอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคน มีส่วนร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศไทยในระยะยาว


"กระผมจะทำทุกวิธีทาง เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย" นายกรัฐมนตรี กล่าว

ที่มาข้อมูล : ที่ประชุมรัฐสภา

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth